Cloud Storage คืออะไร

Cloud Storage คืออะไร

Cloud Storage คืออะไร

Cloud Storage คืออะไร หลายคนคงเห็นกันแล้วว่า ในยุคปัจจุบัน หรือยุคสมัยใหม่นี้ ได้มีการนำมาซึ่งความก้าวหน้าทางด้านต่าง ๆ มากมายทั่วโลก รวมถึงในโลกของคอมพิวเตอร์อีกด้วย

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีการปรับตัวได้อย่างรวดเร็วในกลุ่มสังคม และธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งการทำธุรกิจล้วนแต่ต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์สำหรับจัดเก็บข้อมูลแบบคลาวด์ ซึ่งจะสามารถช่วยให้ผู้ใช้ทิ้งอุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลทางกายภาพที่ล้าสมัย และมีขนาดที่ใหญ่

และตอนนี้ สิ่งที่ผู้ทำธุรกิจต่าง ๆ ต้องมี ก็คือ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เสถียร เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงพื้นที่จัดเก็บ และพลังประมวลผลที่แทบไม่จำกัดอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่อง Cloud Storage ว่ามันคืออะไร และมีระบบการทำงานแบบใด ซึ่ง Cloud Storage หรือ ข้อมูลบนคลาวด์ ก็คือ ที่เก็บข้อมูล ที่ระบบของเซิร์ฟเวอร์ที่เชื่อมต่อถึงกันซึ่งเก็บข้อมูล โดยผู้ใช้จะสามารถอัปโหลด และเข้าถึงได้จากระยะไกล ผ่านทางอินเทอร์เน็ตนั่นเอง

ตัวอย่างเช่น Microsoft Azure , DropBox และ Google Drive เป็นต้น ซึ่งบริษัทเหล่านี้ ได้ให้เช่าที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ ด้วยวิธีนี้ โดยผู้ใช้จะสามารถจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดของตนไว้ นอกสถานที่ได้อย่างปลอดภัย

โดยไม่ต้องซื้อฮาร์ดแวร์ ที่มีราคาแพงด้วยตัวเอง และผู้ใช้ไม่ต้องกังวลกับการจ่ายเงินให้กับพนักงาน หรือค่าบำรุงรักษาเซิร์ฟเวอร์อีกด้วย

ประเภทของ Cloud Storage มีอะไรบ้าง

ซึ่ง Cloud Storage หรือข้อมูลบนคลาวด์ โดยความนิยมของที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์นั้น ได้นำระบบที่หลากหลายมาสู่ธุรกิจ และผู้ใช้ส่วนบุคคล ซึ่งจะดูจำเป็นที่แตกต่างกันของการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ โดยจะแบ่งประเภทออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

1. ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนบุคคล (Personal Cloud Storage)

โดยผู้ใช้สามารถตั้งค่าอุปกรณ์ภายในบ้านของตน ที่จะสามารถช่วยให้ผู้ใช้งานได้จัดเก็บ และเข้าถึงข้อมูลออนไลน์ได้ ซึ่งอาจเป็นฮาร์ดไดรฟ์ หรือคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายออนไลน์

ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนบุคคล (PCS) สามารถให้ผู้ใช้สามารถตั้งค่ามินิคลาวด์ส่วนตัวภายในเครือข่ายท้องถิ่นของตน ซึ่งการทำเช่นนี้ จะทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลภายในเครือข่าย หรือออนไลน์จากที่อื่นได้

แม้ว่าผู้ใช้จะต้องเสียบฮาร์ดไดรฟ์ปกติเข้ากับคอมพิวเตอร์ของตนด้วยตนเอง แต่ PCS ก็สามารถให้ผู้ใช้เชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ตได้เช่นกัน

ซึ่งที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนบุคคลนั้น สามารถทำงานได้ดี เพราะมักจะเป็นพื้นที่จัดเก็บบนคลาวด์ขนาดเล็กที่มีราคาถูกกว่า ทำให้เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก หรือข้อมูลส่วนบุคคลนั่นเอง

2. ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud Storage)

โดยที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์สาธารณะ ซึ่งผู้ใช้สามารถจ้าง หรือเช่าพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์จากบริการของบริษัทตามจำนวนที่ผู้ใช้ต้องการ หรือที่เราเรียกกันว่า การจัดเก็บคลาวด์สาธารณะ ซึ่งมันเป็นรูปแบบที่พบมากที่สุดของการจัดเก็บข้อมูลออนไลน์

โดยผู้ใช้สามารถเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้ได้ จากทุกที่ ทุกมุมในโลก ตราบใดที่มีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ซึ่งข้อมูลของผู้ใช้จะถูกเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ตัวอย่างบางส่วน ได้แก่ DropBox , Amazon Web Service (AWS) ของ Amazon และ Google Drive เป็นต้น

3. ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud Storage)

โดยที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนตัว จะมีความแตกต่างกันกับเซิร์ฟเวอร์สาธารณะอย่าง DropBox ซึ่งเซิร์ฟเวอร์ที่จัดสรรให้กับข้อมูลของผู้ใช้ในที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนตัวนั้น สามารถเข้าถึงได้โดยบริษัทของผู้ใช้เท่านั้น

โดยปกติแล้ว จะมีราคาแพงกว่ามาก เนื่องจาก ผู้ใช้จะต้องดูแล และบำรุงรักษาเซิร์ฟเวอร์ด้วยตัวเอง หรือจ่ายเงินให้บริษัทดำเนินการดังกล่าว โดยทั่วไป มีการปรับแต่ง และความปลอดภัยมากกว่าเซิร์ฟเวอร์คลาวด์สาธารณะ

เนื่องจาก ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนตัวนั้น อยู่ห่างไกล และสามารถปรับขนาดได้ ผู้ใช้จึงไม่ต้องซื้อฮาร์ดไดรฟ์ หรือพีซีเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มพื้นที่ แต่ผู้ใช้ต้องจัดสรรพื้นที่เซิร์ฟเวอร์เพิ่มเติมผ่านศูนย์ข้อมูลนั่นเอง

4. ไฮบริดจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ (Hybrid Cloud Storage)

โดยไฮบริดจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ที่ใช้เป็นส่วนผสมของภาครัฐ และเอกชนนั้น ได้จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนตัว จัดเก็บข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ (ในสถานที่/นอกสถานที่) ที่ผู้ใช้

และบริษัทของผู้ใช้เองเท่านั้น ที่สามารถเข้าถึงได้ ผ่านซอฟต์แวร์ส่วนตัว โดยที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์สาธารณะจัดเก็บข้อมูลบนฮับ การจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ ที่เป็นส่วนตัว และสามารถเข้าถึงได้ผ่านซอฟต์แวร์สาธารณะ

ซึ่ง Hybrid Cloud Storage จึงเป็นการผสมผสานระหว่างสองรุ่นนี้เข้าด้วยกัน โดยผู้ใช้ต้องจะเสียประโยชน์ด้านความปลอดภัยบางส่วน ด้วยการเลือกใช้คลาวด์สาธารณะ แต่ก็คุ้มค่ากว่าเช่นกันที่จะใช้งาน

Cloud Storage ทำงานอย่างไร

โดยการทำงานของ Cloud Storage นั้น จะแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ที่จะสามารถอธิบายให้กระชับขึ้น และสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังนี้

1. ข้อมูลถูกเก็บไว้ที่ไหน

โดยตำแหน่งที่ข้อมูลของผู้ใช้จะถูกจัดเก็บนั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ที่ผู้ใช้ได้เลือกเอง เช่น

  • ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนบุคคล : จัดเก็บไว้ในสถานที่
  • ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์สาธารณะ : จัดเก็บนอกสถานที่ในศูนย์ข้อมูล
  • ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนตัว : เก็บไว้ในไซต์หรือจากระยะไกลผ่านศูนย์ข้อมูล
  • ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์แบบไฮบริด : ทั้งในสถานที่และระยะไกลในศูนย์ข้อมูล หรือจากระยะไกลทั้งหมดที่ศูนย์ข้อมูล หรือศูนย์ข้อมูลหลายแห่ง

2. ข้อมูลมีความปลอดภัยเพียงใด

โดยทั่วไป การใช้ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์นอกไซต์นั้ นถือว่าปลอดภัยกว่าข้อมูลที่อยู่อาศัยในระบบจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้เองมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ งสำหรับการใช้ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์สาธารณะ ส่วนตัว และไฮบริด

ยิ่งข้อมูลขนาดใหญ่เท่าไรก็ยิ่งมีความปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น โดยระบบจะมีความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้น และมีกลไกด้านความปลอดภัยในการช่วยเหลือ ตรวจสอบการจราจร และป้องกันแฮกเกอร์ จากการเข้าถึงระบบจัดเก็บข้อมูลแบบคลาวด์อีกด้วย

แต่ถ้าผู้ใช้ที่จะเลือกใช้ในสถานที่ติดตั้งระบบคลาวด์ส่วนบุคคล หรือเอกชน กำหนดค่าโปรโตคอลรักษาความปลอดภัยด้วยตัวตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยอุปกรณ์เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนตัว แต่ทั้งคู่จะต้องการโปรโตคอลความปลอดภัยเพิ่มเติมที่ผู้ใช้ต้องตั้งค่าเอง

Cloud Storage คืออะไร

ข้อดีของ Cloud Storage

  • ค่าใช้จ่าย : การจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์มีราคาถูกกว่าอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลทั่วไปถึงห้าเท่าต่อ GB
  • การเข้าถึง : ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ สามารถเข้าถึงได้สูง และช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกับข้อมูลของผู้ใช้เอง ได้จากทุกที่ทั่วโลก แต่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเท่านั้น
  • ความสามารถในการปรับขนาด : ผู้ใช้สามารถเพิ่มพื้นที่จัดเก็บได้ง่าย ๆ โดยเพิ่มแผนการชำระเงิน และขอทรัพยากรเพิ่มเติม
  • การกู้คืน : ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสำรองข้อมูลของตนได้อย่างต่อเนื่องบนเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ ทำให้ง่ายต่อการกู้คืนไฟล์ที่สูญหาย สำหรับที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนบุคคล ผู้ใช้ต้องทำการสำรองข้อมูลเพิ่มเติมของไฟล์ของตน จากระยะไกลบนคลาวด์สาธารณะหรือส่วนตัว
  • ความปลอดภัย : ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ มีแนวโน้มที่จะปลอดภัยกว่าการจัดเก็บข้อมูลรูปแบบทั่วไปมาก และมีความสมบูรณ์ของข้อมูลมากขึ้น ศูนย์ข้อมูลส่วนใหญ่มีโปรโตคอลความปลอดภัยมากกว่าธุรกิจส่วนตัว ซึ่งหมายความว่า ข้อมูลของผู้ใช้มักจะปลอดภัยกว่า

ข้อเสียของ Cloud Storage

  • เพื่อให้การจัดเก็บข้อมูลในระบบคลาวด์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ใช้จะต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
  • ผู้ใช้จะต้องดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องในทุกอุปกรณ์ เพื่อสั่งซื้อการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งอาจหมายถึง การอัปเดต และการประสานงานระหว่างอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมาย
  • ซอฟต์แวร์ระบบคลาวด์สำหรับธุรกิจบางรูปแบบ จะกำหนดให้คุณต้องใช้ฮาร์ดไดรฟ์เพิ่มเติม เพื่อใช้ซอฟต์แวร์ของตน ซึ่งสิ่งนี้สามารถเพิ่มต้นทุนได้อย่างมาก
  • ด้านความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เมื่อใช้การตั้งค่าคลาวด์ส่วนตัวหรือส่วนตัว หากโปรโตคอลความปลอดภัยของผู้ใช้ไม่ได้รับการตั้งค่าอย่างถูกต้อง ข้อมูลของผู้ใช้อาจเสี่ยงต่อการถูกแฮ็กเกอร์ได้

Credit

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *