Cloud Storage คืออะไร

Cloud Storage คืออะไร

Cloud Storage คืออะไร

Cloud Storage คืออะไร หลายคนคงเห็นกันแล้วว่า ในยุคปัจจุบัน หรือยุคสมัยใหม่นี้ ได้มีการนำมาซึ่งความก้าวหน้าทางด้านต่าง ๆ มากมายทั่วโลก รวมถึงในโลกของคอมพิวเตอร์อีกด้วย

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะมีการปรับตัวได้อย่างรวดเร็วในกลุ่มสังคม และธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งการทำธุรกิจล้วนแต่ต้องใช้ระบบคอมพิวเตอร์สำหรับจัดเก็บข้อมูลแบบคลาวด์ ซึ่งจะสามารถช่วยให้ผู้ใช้ทิ้งอุปกรณ์การจัดเก็บข้อมูลทางกายภาพที่ล้าสมัย และมีขนาดที่ใหญ่

และตอนนี้ สิ่งที่ผู้ทำธุรกิจต่าง ๆ ต้องมี ก็คือ การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เสถียร เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงพื้นที่จัดเก็บ และพลังประมวลผลที่แทบไม่จำกัดอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่อง Cloud Storage ว่ามันคืออะไร และมีระบบการทำงานแบบใด ซึ่ง Cloud Storage หรือ ข้อมูลบนคลาวด์ ก็คือ ที่เก็บข้อมูล ที่ระบบของเซิร์ฟเวอร์ที่เชื่อมต่อถึงกันซึ่งเก็บข้อมูล โดยผู้ใช้จะสามารถอัปโหลด และเข้าถึงได้จากระยะไกล ผ่านทางอินเทอร์เน็ตนั่นเอง

ตัวอย่างเช่น Microsoft Azure , DropBox และ Google Drive เป็นต้น ซึ่งบริษัทเหล่านี้ ได้ให้เช่าที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ ด้วยวิธีนี้ โดยผู้ใช้จะสามารถจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดของตนไว้ นอกสถานที่ได้อย่างปลอดภัย

โดยไม่ต้องซื้อฮาร์ดแวร์ ที่มีราคาแพงด้วยตัวเอง และผู้ใช้ไม่ต้องกังวลกับการจ่ายเงินให้กับพนักงาน หรือค่าบำรุงรักษาเซิร์ฟเวอร์อีกด้วย

ประเภทของ Cloud Storage มีอะไรบ้าง

ซึ่ง Cloud Storage หรือข้อมูลบนคลาวด์ โดยความนิยมของที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์นั้น ได้นำระบบที่หลากหลายมาสู่ธุรกิจ และผู้ใช้ส่วนบุคคล ซึ่งจะดูจำเป็นที่แตกต่างกันของการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ โดยจะแบ่งประเภทออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้

1. ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนบุคคล (Personal Cloud Storage)

โดยผู้ใช้สามารถตั้งค่าอุปกรณ์ภายในบ้านของตน ที่จะสามารถช่วยให้ผู้ใช้งานได้จัดเก็บ และเข้าถึงข้อมูลออนไลน์ได้ ซึ่งอาจเป็นฮาร์ดไดรฟ์ หรือคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายออนไลน์

ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนบุคคล (PCS) สามารถให้ผู้ใช้สามารถตั้งค่ามินิคลาวด์ส่วนตัวภายในเครือข่ายท้องถิ่นของตน ซึ่งการทำเช่นนี้ จะทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลภายในเครือข่าย หรือออนไลน์จากที่อื่นได้

แม้ว่าผู้ใช้จะต้องเสียบฮาร์ดไดรฟ์ปกติเข้ากับคอมพิวเตอร์ของตนด้วยตนเอง แต่ PCS ก็สามารถให้ผู้ใช้เชื่อมต่อผ่านอินเทอร์เน็ตได้เช่นกัน

ซึ่งที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนบุคคลนั้น สามารถทำงานได้ดี เพราะมักจะเป็นพื้นที่จัดเก็บบนคลาวด์ขนาดเล็กที่มีราคาถูกกว่า ทำให้เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก หรือข้อมูลส่วนบุคคลนั่นเอง

2. ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์สาธารณะ (Public Cloud Storage)

โดยที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์สาธารณะ ซึ่งผู้ใช้สามารถจ้าง หรือเช่าพื้นที่เก็บข้อมูลออนไลน์จากบริการของบริษัทตามจำนวนที่ผู้ใช้ต้องการ หรือที่เราเรียกกันว่า การจัดเก็บคลาวด์สาธารณะ ซึ่งมันเป็นรูปแบบที่พบมากที่สุดของการจัดเก็บข้อมูลออนไลน์

โดยผู้ใช้สามารถเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้ได้ จากทุกที่ ทุกมุมในโลก ตราบใดที่มีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ซึ่งข้อมูลของผู้ใช้จะถูกเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ตัวอย่างบางส่วน ได้แก่ DropBox , Amazon Web Service (AWS) ของ Amazon และ Google Drive เป็นต้น

3. ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud Storage)

โดยที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนตัว จะมีความแตกต่างกันกับเซิร์ฟเวอร์สาธารณะอย่าง DropBox ซึ่งเซิร์ฟเวอร์ที่จัดสรรให้กับข้อมูลของผู้ใช้ในที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนตัวนั้น สามารถเข้าถึงได้โดยบริษัทของผู้ใช้เท่านั้น

โดยปกติแล้ว จะมีราคาแพงกว่ามาก เนื่องจาก ผู้ใช้จะต้องดูแล และบำรุงรักษาเซิร์ฟเวอร์ด้วยตัวเอง หรือจ่ายเงินให้บริษัทดำเนินการดังกล่าว โดยทั่วไป มีการปรับแต่ง และความปลอดภัยมากกว่าเซิร์ฟเวอร์คลาวด์สาธารณะ

เนื่องจาก ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนตัวนั้น อยู่ห่างไกล และสามารถปรับขนาดได้ ผู้ใช้จึงไม่ต้องซื้อฮาร์ดไดรฟ์ หรือพีซีเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มพื้นที่ แต่ผู้ใช้ต้องจัดสรรพื้นที่เซิร์ฟเวอร์เพิ่มเติมผ่านศูนย์ข้อมูลนั่นเอง

4. ไฮบริดจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ (Hybrid Cloud Storage)

โดยไฮบริดจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ที่ใช้เป็นส่วนผสมของภาครัฐ และเอกชนนั้น ได้จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนตัว จัดเก็บข้อมูลบนเซิร์ฟเวอร์ (ในสถานที่/นอกสถานที่) ที่ผู้ใช้

และบริษัทของผู้ใช้เองเท่านั้น ที่สามารถเข้าถึงได้ ผ่านซอฟต์แวร์ส่วนตัว โดยที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์สาธารณะจัดเก็บข้อมูลบนฮับ การจัดเก็บข้อมูลขนาดใหญ่ ที่เป็นส่วนตัว และสามารถเข้าถึงได้ผ่านซอฟต์แวร์สาธารณะ

ซึ่ง Hybrid Cloud Storage จึงเป็นการผสมผสานระหว่างสองรุ่นนี้เข้าด้วยกัน โดยผู้ใช้ต้องจะเสียประโยชน์ด้านความปลอดภัยบางส่วน ด้วยการเลือกใช้คลาวด์สาธารณะ แต่ก็คุ้มค่ากว่าเช่นกันที่จะใช้งาน

Cloud Storage ทำงานอย่างไร

โดยการทำงานของ Cloud Storage นั้น จะแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ที่จะสามารถอธิบายให้กระชับขึ้น และสามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังนี้

1. ข้อมูลถูกเก็บไว้ที่ไหน

โดยตำแหน่งที่ข้อมูลของผู้ใช้จะถูกจัดเก็บนั้น ขึ้นอยู่กับประเภทของที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ที่ผู้ใช้ได้เลือกเอง เช่น

  • ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนบุคคล : จัดเก็บไว้ในสถานที่
  • ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์สาธารณะ : จัดเก็บนอกสถานที่ในศูนย์ข้อมูล
  • ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนตัว : เก็บไว้ในไซต์หรือจากระยะไกลผ่านศูนย์ข้อมูล
  • ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์แบบไฮบริด : ทั้งในสถานที่และระยะไกลในศูนย์ข้อมูล หรือจากระยะไกลทั้งหมดที่ศูนย์ข้อมูล หรือศูนย์ข้อมูลหลายแห่ง

2. ข้อมูลมีความปลอดภัยเพียงใด

โดยทั่วไป การใช้ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์นอกไซต์นั้ นถือว่าปลอดภัยกว่าข้อมูลที่อยู่อาศัยในระบบจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้เองมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ งสำหรับการใช้ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์สาธารณะ ส่วนตัว และไฮบริด

ยิ่งข้อมูลขนาดใหญ่เท่าไรก็ยิ่งมีความปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น โดยระบบจะมีความน่าเชื่อถือที่สูงขึ้น และมีกลไกด้านความปลอดภัยในการช่วยเหลือ ตรวจสอบการจราจร และป้องกันแฮกเกอร์ จากการเข้าถึงระบบจัดเก็บข้อมูลแบบคลาวด์อีกด้วย

แต่ถ้าผู้ใช้ที่จะเลือกใช้ในสถานที่ติดตั้งระบบคลาวด์ส่วนบุคคล หรือเอกชน กำหนดค่าโปรโตคอลรักษาความปลอดภัยด้วยตัวตนเอง ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยอุปกรณ์เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนตัว แต่ทั้งคู่จะต้องการโปรโตคอลความปลอดภัยเพิ่มเติมที่ผู้ใช้ต้องตั้งค่าเอง

Cloud Storage คืออะไร

ข้อดีของ Cloud Storage

  • ค่าใช้จ่าย : การจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์มีราคาถูกกว่าอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลทั่วไปถึงห้าเท่าต่อ GB
  • การเข้าถึง : ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ สามารถเข้าถึงได้สูง และช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อกับข้อมูลของผู้ใช้เอง ได้จากทุกที่ทั่วโลก แต่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเท่านั้น
  • ความสามารถในการปรับขนาด : ผู้ใช้สามารถเพิ่มพื้นที่จัดเก็บได้ง่าย ๆ โดยเพิ่มแผนการชำระเงิน และขอทรัพยากรเพิ่มเติม
  • การกู้คืน : ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสำรองข้อมูลของตนได้อย่างต่อเนื่องบนเซิร์ฟเวอร์คลาวด์ ทำให้ง่ายต่อการกู้คืนไฟล์ที่สูญหาย สำหรับที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ส่วนบุคคล ผู้ใช้ต้องทำการสำรองข้อมูลเพิ่มเติมของไฟล์ของตน จากระยะไกลบนคลาวด์สาธารณะหรือส่วนตัว
  • ความปลอดภัย : ที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ มีแนวโน้มที่จะปลอดภัยกว่าการจัดเก็บข้อมูลรูปแบบทั่วไปมาก และมีความสมบูรณ์ของข้อมูลมากขึ้น ศูนย์ข้อมูลส่วนใหญ่มีโปรโตคอลความปลอดภัยมากกว่าธุรกิจส่วนตัว ซึ่งหมายความว่า ข้อมูลของผู้ใช้มักจะปลอดภัยกว่า

ข้อเสียของ Cloud Storage

  • เพื่อให้การจัดเก็บข้อมูลในระบบคลาวด์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ใช้จะต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง
  • ผู้ใช้จะต้องดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องในทุกอุปกรณ์ เพื่อสั่งซื้อการเข้าถึงข้อมูล ซึ่งอาจหมายถึง การอัปเดต และการประสานงานระหว่างอุปกรณ์ต่าง ๆ มากมาย
  • ซอฟต์แวร์ระบบคลาวด์สำหรับธุรกิจบางรูปแบบ จะกำหนดให้คุณต้องใช้ฮาร์ดไดรฟ์เพิ่มเติม เพื่อใช้ซอฟต์แวร์ของตน ซึ่งสิ่งนี้สามารถเพิ่มต้นทุนได้อย่างมาก
  • ด้านความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เมื่อใช้การตั้งค่าคลาวด์ส่วนตัวหรือส่วนตัว หากโปรโตคอลความปลอดภัยของผู้ใช้ไม่ได้รับการตั้งค่าอย่างถูกต้อง ข้อมูลของผู้ใช้อาจเสี่ยงต่อการถูกแฮ็กเกอร์ได้

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /

Facebook ระงับบัญชีการใช้งานของทรัมป์

Facebook ระงับบัญชีการใช้งานของทรัมป์

Facebook ระงับบัญชีการใช้งานของทรัมป์

Facebook ระงับบัญชีการใช้งานของทรัมป์ ซึ่งจะเห็นว่า เมื่อไม่นานมานี้ ทาง Facebook Inc ได้สั่งให้มีการระงับบัญชี Facebook และ Instagram ของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump เป็นเวลา 2 ปี

โดย อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump หรือที่หลายคน เรียกกันว่า ทรัมป์ ซึ่งเขาได้ถูกห้าม หรือแบบไม่ให้มีการเข้าเว็บไซต์ทั้งสอง คือ Facebook และ Instagram อย่างไม่มีกำหนดการ ในเดือนมกราคม

จากการโพสต์ที่เขาโพสต์เกี่ยวกับเหตุจลาจลของรัฐสภาสหรัฐฯ แต่เมื่อเดือนที่แล้ว คณะกรรมการกำกับดูแลของ Facebook ได้วิจารณ์การลงโทษแบบปลายเปิด ซึ่ง Facebook ได้กล่าวว่า การกระทำของนายทรัมป์นั้น เป็น “การละเมิดกฎของ Facebook อย่างร้ายแรง”

ซึ่งนายทรัมป์ จึงได้กล่าวต่อว่า การเคลื่อนไหวนี้เป็น “การดูถูก” ต่อผู้คนนับล้านที่ลงคะแนนให้เขา ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปีที่แล้ว โดยความเคลื่อนไหวของ Facebook ได้เกิดขึ้น ในขณะที่โซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ กำลังยุตินโยบายปกป้องนักการเมืองจากกฎการควบคุมเนื้อหาบางอย่าง

ซึ่งได้กำหนดไว้แล้วว่า จะไม่ยอมให้นักการเมืองรอดพ้นจากเนื้อหาที่หลอกลวง หรือดูถูกเหยียดหยามอีกต่อไป โดยจะมีการพิจารณาจากความคิดเห็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และที่เป็นข่าวประกอบกัน

โดยการห้ามนายทรัมป์ หรือการแบนบัญชีการใช้งาน Facebook และ Instagram ของนายทรัมป์นี้ มีผลตั้งแต่วันที่ของการระงับ โดยจะเริ่มต้นในวันที่ 7 มกราคม เป็นต้นไป ซึ่งรองประธานของ Facebook ของกิจการระดับโลก Nick Clegg ได้กล่าวว่า

ในการโพสต์ “ด้วยแรงโน้มถ่วงของสถานการณ์ ที่นำไปสู่การระงับนายทรัมป์ เราเชื่อว่าการกระทำของเขา ถือเป็นการละเมิดกฎของเราอย่างร้ายแรง ซึ่งสมควรได้รับโทษสูงสุด” ซึ่งก็เป็นคำที่ รองประธานของ Facebook ของกิจการระดับโลก Nick Clegg ได้กล่าวไว้

และยังกล่าวไว้อีกว่า “หากเรามีการพิจารณาแล้วว่า ยังคงมีความเสี่ยงร้ายแรงต่อความปลอดภัยสาธารณะ เราจะขยายข้อจำกัดดังกล่าวออกไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง และดำเนินการประเมินใหม่ต่อไปจนกว่าความเสี่ยงนั้นจะลดลง”

อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump หรือ นายทรัมป์ มีการตอบสนองอย่างไร

ในคำแถลงที่ออกโดยคณะกรรมการดำเนินการทางการเมืองของ Save America นายทรัมป์ได้กล่าวว่า “คำตัดสินของ Facebook นั่น เป็นการดูถูกคน 75 ล้านคน ที่สร้างสถิติใหม่ รวมถึงคนอื่น ๆ อีกหลายคนที่โหวต หรือลงคะแนนให้เขา”

ซึ่งในแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เกี่ยวกับการห้าม 2 ปีนั้น นายทรัมป์โจมตีผู้ก่อตั้ง Facebook อย่างมาก และกล่าวอีกว่าจะไม่ร่วมกิจกรรมอื่น ๆ กับมาร์ก และเคอร์เบิร์ก ที่เป็นการส่วนตัว และไม่ว่าจะทำอะไร ทรัมป์ก็จะคิดเป็นธุรกิจทั้งหมด

และความเคลื่อนไหวของ Facebook ทำให้นายทรัมป์กลับมาที่แพลตฟอร์ม ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 นอกจากนี้ ยังมาในขณะที่เขากำลังเตรียมที่จะจัดการชุมนุมขนาดใหญ่ แบบตัวต่อตัวอีกครั้ง ซึ่งเป็นลายเซ็นของการรณรงค์หาเสียง และตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา

โดยหนึ่งในแผนแรกของเขา คือ การวางแผนสำหรับดัลลัส รัฐเท็กซัส ในต้นเดือนกรกฎาคม ตามรายงานของสื่อท้องถิ่น ซึ่งเมื่อต้นสัปดาห์นี้ ปรากฏว่า แพลตฟอร์มการสื่อสารที่นายทรัมป์ตั้งขึ้นภายหลังจากการแบนโซเชียลมีเดียของเขา – From the Desk of Donald J Trump – ถูกปิดอย่างถาวร

นอกจาก Facebook ซึ่งมีผู้ใช้มากกว่า 2 พันล้านคนต่อเดือนแล้ว นายทรัมป์ยังถูกแบนจาก Twitter, YouTube, Snapchat, Twitch และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่น ๆ อีกด้วย เนื่องจากการจลาจลในเดือนมกราคมนั่นเอง

Facebook ระงับบัญชีการใช้งานของทรัมป์

นโยบายใหม่ของ Facebook คืออะไร

โดย Facebook ได้กล่าวว่า บุคคลสาธารณะที่ละเมิดกฎ โดยการยุยงให้เกิดความไม่สงบ หรือเกิดความรุนแรง จะถูกระงับการใช้งาน เป็นเวลาหนึ่งเดือน หรือในกรณีที่ร้ายแรงกว่านั้น อาจถูกระงันนานถึง 2 ปี

ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะยกเลิกนโยบายก่อนหน้านี้ ที่อนุญาตให้มีการกล่าวสุนทรพจน์ทางการเมือง ที่บอกเล่าถึงความเป็นไปได้ ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ซึ่งโพสต์ที่ถือว่าสมควรได้รับการยกเว้น แม้ว่าจะมีการละเมิดก็ตาม อาจยังคงได้รับอนุญาต แต่จะได้รับป้ายกำกับคำเตือนจาก Facebook บริษัทได้กล่าวว่า จะไม่ปฏิบัติต่อ “เนื้อหาที่โพสต์โดยนักการเมืองแตกต่างไปจากเดิม” อีกต่อไป

แต่จะใช้การทดสอบความสมดุลของการรายงานข่าวในลักษณะเดียวกับเนื้อหาทั้งหมด โดยวัดว่า มูลค่าผลประโยชน์สาธารณะของเนื้อหามีมากกว่าความเสี่ยง ที่อาจเกิดอันตรายโดยปล่อยทิ้งไว้หรือไม่ ซึ่งคณะกรรมการกำกับดูแลของบริษัทพบว่า การห้ามในขั้นต้นของนายทรัมป์นั้น เหมาะสม แต่ไม่มีเหตุผลใด ที่การห้ามดังกล่าวจะคงอยู่อย่างไม่มีกำหนด

โดยคณะกรรมการอิสระ ซึ่งได้รับทุนจาก Facebook มีสมาชิก 20 คน ที่สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับเนื้อหาได้ ในบรรดาสมาชิก ประกอบด้วย นักวิชาการด้านกฎหมาย นักข่าว ผู้เชี่ยวชาญด้านเสรีภาพในการพูด และอดีตนายกรัฐมนตรีของเดนมาร์ก

ซึ่งจากการประกาศดังกล่าว มีขึ้นในวันเดียวกับที่หน่วยงานกำกับดูแลในยุโรป และสหราชอาณาจักร เริ่มสอบถามเกี่ยวกับการต่อต้านการผูกขาดอย่างเป็นทางการว่า Facebook ใช้ข้อมูลลูกค้าในทางที่ผิดหรือไม่นั่นเอง

เครดิต https://up388.com/
เพิ่มเติมบทความ /

eSIM ทำงานอย่างไร

eSIM ทำงานอย่างไร

eSIM ทำงานอย่างไร

eSIM ทำงานอย่างไร จะเห็นว่า มีเทคโนโลยีต่าง ๆ เยอะแยะมากมาย ได้ถูกพัฒนาขึ้นมา และเราจะเห็นว่า ปัจจุบัน ได้มีเทคโนโลยีที่เรียกว่า eSIM ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เพราะ iPhone XR, XS และ XS Max และอื่น ๆ ได้มีการรองรับเทคโนโลยี ที่สามารถทำให้สามารถเพิ่มซิมเสมือนได้ ไปยังซิมการ์ดปกติ

วิวัฒนาการของซิมการ์ด

โดยโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกจะุไม่มีซิมการ์ด แต่ถูกตั้งโปรแกรมโดยผู้ให้บริการ โดยมี “บัญชีผู้ใช้” สำหรับการระบุเครือข่าย ที่จัดเก็บไว้ในหน่วยความจำของอุปกรณ์ ซึ่งซิมการ์ดปรากฏในมาตรฐาน GSM ในปี 2534 ทำให้สมาชิกสามารถใช้โทรศัพท์บนเครือข่ายใดก็ได้ และบัญชีผู้ให้บริการ (นั่นคือ หมายเลขโทรศัพท์มือถือ) กับโทรศัพท์เครื่องใดก็ได้ เพียงแค่ใส่ไมโครชิปพลาสติกลงไป

ตราบใดที่โทรศัพท์ และโมเด็ม เป็นอุปกรณ์เดียวที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย ทุกคนก็พอใจกับข้อตกลงนี้ สิ่งเดียวที่เกิดขึ้นกับซิมการ์ดเมื่อหลายปีผ่านไปก็คือพวกเขากลายเป็นคนเล็กมากขึ้น mini-SIM ถูกแทนที่ด้วย micro-SIM แล้วก็ nano-SIM แต่ถึงขีดจำกัดแล้ว และนาโนซิม เป็นเพียงไมโครชิปที่มีแผ่นบอนด์ โดยไม่มีพลาสติกเกินหนึ่งมิลลิเมตร

ตอนนี้ Internet of Things ได้มาถึงแล้ว พร้อมด้วยเซ็นเซอร์ นาฬิกาอัจฉริยะ และอุปกรณ์อื่น ๆ ที่เล็กกว่า ซึ่งการใส่ eSIM ซึ่งเป็นซิมการ์ดในตัว เมื่อมองแวบแรก ดูเหมือนว่า จะเป็นการหวนคืนสู่โทรศัพท์ที่ตั้งโปรแกรมได้ อย่างไรก็ตาม ไมโครชิปวิวัฒนาการนี้ (ประมาณ 5×6 มม. ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขนาดนาโนซิม) ไม่เพียงแต่เก็บข้อมูลการสมัครสมาชิกเท่านั้น แต่ยังสามารถดาวน์โหลดผ่านทางอากาศได้จากระยะไกลอีกด้วย

และกลายเป็นว่าเทคโนโลยี eSIM นั้น มีประสิทธิภาพ และไม่เพียงแต่สำหรับอุปกรณ์อัจฉริยะเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้สำหรับการใส่ซิมการ์ด สำหรับโทรศัพท์จากระยะไกลอีกด้วย ซึ่งผู้ให้บริการยังประหยัดเงินในแพ็คเกจเริ่มต้น โดยการเช่าพื้นที่ค้าปลีก ค่าธรรมเนียมของตัวแทนจำหน่าย และอื่น ๆ และประชาชนที่ชำระเงิน จะช่วยประหยัดเวลา และความพยายาม โดยไม่ต้องไปที่ร้าน หรือรอให้แพ็คเกจเริ่มต้นมาถึง

นอกจากนี้ ยังเหมาะสำหรับนักเดินทางที่ต้องการหลีกเลี่ยงค่าบริการโรมมิ่ง การซื้อแผนบริการที่เหมาะสมทางออนไลน์ และดาวน์โหลดโดยตรงไปยังโทรศัพท์ของคุณนั้น ง่ายกว่าการซื้อที่ต่างประเทศในร้านค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณไม่พูดภาษานั้น แต่อันที่จริง เทคโนโลยี eSIM มีทั้งข้อดี และข้อเสีย อย่างน้อยก็สำหรับผู้ปฏิบัติงาน

วิธีเข้าถึงเครือข่ายมือถือโดยใช้ eSIM

สำหรับการเชื่อมต่อซิมการ์ดเสมือนนั้น ไม่ซับซ้อนมากเท่าไหร่นัก สิ่งที่สมาชิกทั้งหมดต้องทำ คือ สแกนรหัส QR ที่สร้างโดยผู้ปฏิบัติงาน หรือป้อนพารามิเตอร์ต่อไปนี้ด้วยตนเอง คือ ที่อยู่เซิร์ฟเวอร์ SM-DP+ (การเตรียมข้อมูลตัวจัดการการสมัครสมาชิก) และรหัสเปิดใช้งาน ผู้ประกอบการจะจัดหาให้

เซิร์ฟเวอร์ SM-DP+ เป็นที่ที่สร้างโปรไฟล์สมาชิก และโปรแกรม LPA (Local Profile Assistant) บนอุปกรณ์ จะร้องขอโปรไฟล์ที่เกี่ยวข้อง และโหลดลงใน eUICC (การ์ดวงจรรวมสากลแบบฝัง) ซึ่งเป็นไมโครชิป โปรไฟล์จะถูกเก็บไว้ในรูปแบบที่เข้ารหัสในภายหลัง นอกจากนี้ ยังใช้ eUICC สำหรับการอนุญาตเครือข่าย

ยิ่งไปกว่านั้น ยังสามารถโฮสต์โปรไฟล์ SIM หลายโปรไฟล์พร้อมกันได้ด้วยความจุหน่วยความจำ 512KB เทียบกับ 64 หรือ 128KB ในซิมแบบเดิม ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถสลับระหว่างซิมการ์ดเสมือนได้ ใน iPhone ใหม่นี้จะทำโดยการแตะที่ Settings -> โทรศัพท์มือถือ -> แผนมือถือ

อย่างที่คุณเห็น การเชื่อมต่อ eSIM ไม่ใช่เรื่องยาก แม้จะมีตัวย่อทั้งหมด เราคิดว่าเจ้าของ iPhone ใหม่ควรลองใช้ดู และหากเทคโนโลยียังไม่รองรับในประเทศของคุณ คุณยังสามารถซื้อซิมการ์ดเสมือนได้เมื่ออยู่ต่างประเทศ

eSIM ทำงานอย่างไร

ผู้ให้บริการรายใดบ้างที่รองรับ eSIM

ปัจจุบัน eSIM สำหรับ iPhone ได้เปิดให้บริการโดยผู้ให้บริการมือถือในประเทศ ส่วนใหญ่ในยุโรป เช่น เดียวกับแคนาดา กาตาร์ สิงคโปร์ ไต้หวัน ฮ่องกง ไทย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อินเดีย คูเวต และสหรัฐอเมริกา

ซึ่งซิมการ์ด “นักท่องเที่ยว” สามารถซื้อได้จากผู้ให้บริการระหว่างประเทศ Truphone และ GigSky สำหรับหลาย ๆ คน จะมีซิมสำหรับการเดินทางเป็นวิธีเดียวที่จะลองใช้ eSIM ในอนาคตอันใกล้ ในบางประเทศที่ผู้ให้บริการรองรับฟังก์ชัน eSIM บริการดังกล่าว มีให้เฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นเท่านั้น และไม่สามารถใช้กับโทรศัพท์ที่ล็อกได้

Credit https://up388.com

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม /

ช่องทางโซเชียลมีเดียที่ควรรู้

ช่องทางโซเชียลมีเดียที่ควรรู้

ช่องทางโซเชียลมีเดียที่ควรรู้

ช่องทางโซเชียลมีเดียที่ควรรู้ โดยจะเห็นว่า ในแต่ละปีได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใหม่ ๆ ออกมาดึงดูดผู้คนจำนวนมาก ซึ่งธุรกิจที่ต้องการขยายการเข้า ได้ถึงผ่านการใช้ประโยชน์จากเนื้อหาทางโซเชียล ซึ่งอาจไม่ได้ทราบว่า เครือข่ายใดที่ดีที่สุดในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายของตน

แต่เป็นที่ชัดเจนว่า แต่ละแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียนั้น ได้มีเอกลักษณ์ และมีจุดแข็ง หรือจุดขายตามลำดับ ในขณะที่เรากำลังก้าวผ่านไตรมาสแรกของปี 2564 คุณควรทราบว่าแพลตฟอร์มใดบ้าง สำหรับเนื้อหาโซเชียลที่กำลังเติบโต และแพลตฟอร์มใดสามารถสร้างรายได้ ได้อย่างทั่วถึง และกว้างมากพอที่จะทำธุรกิจนั่นเอง ซึ่งนี่คือ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียบางส่วนที่เราคิดว่าคุณควรทราบเพื่อที่จะเป็นแนวทางในการทำธุรกิจ หรือสร้างรายได้ ดังนี้

1. TikTok

ซึ่งจะเห็นว่า ด้วยเวลาเพียง 2 ปี เท่านั้น ที่ TikTok ได้เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่อายุน้อยที่สุด ในรายการนี้ และถึงแม้ว่าจะเป็นน้องใหม่ หรือมีอายุที่น้อยที่สุด แต่ก็ได้รับการดาวน์โหลดมากกว่า 1 พันล้านครั้ง ในช่วงปีแรก ของการดำเนินการเพียงอย่างเดียว ซึ่งในขณะนี้ TikTok ได้มีผู้ใช้มากกว่า 800 ล้านคน ซึ่ง TikTok ได้เป็นแอปวิดีโอรูปแบบสั้น ที่ผู้ใช้มีเวลาถึง 60 วินาที ในการสร้างวิดีโอตามหัวข้อที่ต้องการ

อย่างไรก็ตาม TikTok เพิ่งเริ่มก้าวขึ้นสู่เกม ‘โซเชียลคอมเมิร์ซ’ บริษัทโซเชียลมีเดีย ได้ประกาศความร่วมมือกับผู้ที่ชื่นชอบ Walmart และ Shopify เพื่อให้ผู้ใช้สามารถซื้อสินค้าที่พวกเขาเห็น และชอบภายในแอปได้ ยิ่งไปกว่านั้น TikTok กำลังสร้างความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในการเพิ่มเนื้อหากีฬาลงในแพลตฟอร์ม

พวกเขาเพิ่งลงนามในข้อตกลงกับ UFC เพื่อเพิ่มการรายงานข่าวเฉพาะของกีฬา ศิลปะ การต่อสู้แบบผสมผสานในแอป โดยจะเห็นว่า TikTok คือ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่สำคัญที่สุดในอนาคต และเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะสามารถสร้างรายได้ได้เช่นกัน

2. YouTube

โดยจะเห็นว่า มีผู้ใช้ 2 พันล้านคนต่อเดือน YouTube จึงเป็นเครื่องมือค้นหา ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากบริษัทแม่อย่าง Google ส่าย 73% นอกจากนี้ คนส่วนใหญ่ใช้งาน คือ บุคคลที่อยู่ในช่วงอายุประมาณ 13-34 ปี นอกจากนี้ ยังเป็นหนึ่งในเครือข่ายโซเชียล ที่เก่าแก่ที่สุด และมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา

ซึ่งผู้คนได้ใช้เวลาหลายชั่วโมงบน YouTube เพื่อค้นหาวิดีโอ สาธิตการสอนโฆษณา วิดีโอเกม มิวสิกวิดีโอ และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยปกติแล้ว ผู้ชมจะหันมาใช้ YouTube เพื่อการศึกษา หรือความบันเทิงในระยะยาวมากกว่า และนี่คือที่ที่ธุรกิจต่า งๆ สามารถใช้ประโยชน์จากวิดีโอของตนได้อย่างเต็มที่

3. Twitter

โดย Twitter ได้ก่อตั้งขึ้น ในปี 2549 ในซานฟรานซิสโก Twitter ได้เปลี่ยนวิธีที่ผู้คนเชื่อมต่อทางออนไลน์ ตามเว็บไซต์ของพวกเขา และ Twitter ทำงานเพื่อ ” ให้บริการการสนทนาสาธารณะ ” ในปี 2019 โซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่รายนี้ มีผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มมากกว่า 330 ล้านคนในทุก ๆ เดือน

ซึ่งธุรกิจที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมาก ในการเมือง ความบันเทิง และโลกกีฬา ต่างได้รับการติดตามอย่างมาก โดยการใช้งานบน Twitter ซึ่งการเข้าถึงแบบทันที ของ Twitter สามารถช่วยให้บริษัทต่าง ๆ สามารถเพิ่มระดับการมีส่วนร่วมกับแฟน ๆ และผู้ติดตามได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยให้บริษัทต่าง ๆ มีโอกาสประดิษฐ์ และฝึกฝนเสียงออนไลน์ของพวกเขา คิดว่า Twitter เป็นเหมือนศูนย์รวมผู้คนขนาดใหญ่ ที่ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็นได้ และคุณสามารถรับฟังความคิดของคนอื่น หรือมีส่วนร่วมกับพวกเขาได้เช่นกัน

4. Facebook

โดยเครือข่ายโซเชียลยังคงมีประสิทธิภาพมากที่สุด ด้วยผู้ใช้มากกว่า2.7 พันล้านคน เครือข่ายมีผู้ใช้มากกว่าอินเดีย และจีนรวมกัน ด้วยการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดที่เกิดขึ้นในโลกของเทคโนโลยี Facebook จึงได้เปิดตัวคุณสมบัติใหม่ เพื่อให้ทัน สำหรับคนจำนวนมาก การมีบัญชี Facebook เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการออนไลน์ ขณะนี้เว็บไซต์หลายสิบแห่ง อนุญาตให้คุณเชื่อมต่อบัญชี FB ของคุณเพื่อเข้าถึงบริการออนไลน์มากมาย

ความตั้งใจเดิมของ Facebook คือ การตรวจสอบนักศึกษาจากวิทยาเขตอื่น ๆ และพบปะผู้คนใหม่ ๆ อย่างไรก็ตาม วันนี้ Facebook มีมากขึ้น กลุ่ม Facebook เกม กิจกรรม และล่าสุดตัวเลือกอีคอมเมิร์ซ สามารถช่วยให้ผู้ใช้ สามารถซื้อสินค้า โต้ตอบ และขายสินค้าจากแดชบอร์ด Facebook ของคุณได้อย่างสะดวกสบาย

ช่องทางโซเชียลมีเดียที่ควรรู้

5. Instagram

เมื่อพูดถึงอาณาจักรโซเชียลมีเดียของ Mark Z. ด้วยผู้ใช้ 1 พันล้านคนต่อเดือน ที่นี่เป็นบ้านของผู้มีอิทธิพลคนดัง เพื่อน และครอบครัว มานานกว่าหลายปี บางคนในโลกเทคโนโลยีแย้งว่า อาจเป็นการขโมยแห่งศตวรรษ เมื่อ Facebook ซื้อ IG ในปี 2555 ด้วยเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ (บริษัท มีพนักงานเพียง 13 คน แต่มีผู้ใช้งานมากกว่า 50 ล้านคนแล้ว)

ปัจจุบัน Instagram เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยม สำหรับผู้ใช้ที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี เป็นที่นิยมโดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาว และวัยรุ่น โดยพื้นฐานแล้ว ตัวเลือกการโฆษณาของ Instagram จะเหมือนกับตัวเลือกของ Facebook (ดังที่สรุปไว้สั้น ๆ ในย่อหน้าด้านบน) หากคุณมีงบประมาณสำหรับการตลาดแบบเสียเงิน IG ก็เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ดีที่สุดที่จะ ‘ดึงดูดความสนใจ’ ของผู้ใช้อย่างแน่นอน Just FYI – 9 ใน 10 คนที่ใช้งาน Instagram ติดตามบัญชีธุรกิจ

6. Snapchat

บางคนอาจรู้สึกว่า Snapchat ถูกแซงหน้า โดยยักษ์ใหญ่โซเชียลมีเดีย อย่าง Instagram หรือ Tik Tok อย่างไรก็ตาม Snapchat ยังคงแข็งแกร่งด้วยฐานผู้ติดตามมากที่สุดในอายุต่ำกว่า 25 กลุ่มผู้เข้าชม ที่มีกว่า 300 ล้านผู้ใช้ทุกเดือน

ซึ่ง Snapchat เป็นวิธีที่สนุกในการสื่อสาร โดยใช้ข้อความ และรูปภาพ เมื่อเวลาผ่านไป เนื้อหาวิดีโอแบบสั้น ที่มีส่วนร่วมมากขึ้น ก็พร้อมใช้งานบนแอป แบรนด์ยอดนิยม เริ่มสร้างโปรไฟล์ Snapchat ของตัวเองเพื่อเข้าถึงผู้ชมที่มีอายุน้อย เป็นที่รู้จักจากการถ่ายทำแบบ “เซลฟี่สไตล์”

และ Snapchat ยังได้ประกาศคุณสมบัติใหม่ ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ที่โดดเด่นที่สุด คือ เพิ่ม “Spotlight” ลงในแอปแล้ว คุณลักษณะนี้เป็นสำเนาของสิ่งที่ทำให้ TikTok เป็นที่นิยมอย่างมาก นั่นคือ วิดีโอขนาดสั้น ที่มีศักยภาพสูงในการแพร่ระบาด เมื่อใช้ร่วมกับคุณลักษณะใหม่ Snap Inc. กำลังวางแผนที่จะจ่ายสิ่งจูงใจทางการเงินจำนวนมากให้กับผู้สร้าง ที่จัดการเพื่อสร้างเนื้อหาที่เป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดที่ดึงดูดผู้ชมจำนวนมาก

7. LinkedIn

ซึ่ง LinkedIn เป็นที่รู้จักในฐานะเครือข่ายมืออาชีพ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มุ่งมั่นที่จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ด้วยสมาชิกเกือบ740 ล้านคน ในกว่า 200 ประเทศทั่วโลก ไม่ต้องสงสัยเลยว่า LinkedIn ได้เปลี่ยนทีมงานทั่วโลกไปตลอดกาล

ด้วยสมาชิกที่ลงทะเบียนมากกว่า 87 ล้านคน ในกลุ่มประชากรพันปี เพียงอย่างเดียว เป็นที่ชัดเจนว่า LinkedIn ได้ดึงดูดผู้ใช้จำนวนมาก ที่ต้องการค้นหาโอกาสในการสร้างเครือข่ายแบบมืออาชีพ เมื่อพิจารณาว่าคนรุ่นมิลเลนเนียลเป็นกลุ่มคนที่มีการใช้งานมากที่สุดความสำคัญของแพลตฟอร์มจะชัดเจนยิ่งขึ้น

8. Twitch

สื่อทั่วไป เช่น โทรทัศน์ หรือหนังสือพิมพ์ ได้ถูกแทนที่ด้วยแพลตฟอร์มเนื้อหาทางสังคมสมัยใหม่แล้ว วัยรุ่น และคนหนุ่มสาว มองหาร้านนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับข้อมูล และความบันเทิง หนึ่งชื่อใหญ่ในส่วนนี้ มักจะมองข้ามโดยไม่คำนึงถึงศักยภาพใหญ่ สำหรับทั้งความบันเทิง และตลาดโลก โดยแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ซึ่งจัดการรวมสื่อที่รู้จักทั้งหมดไว้ในแพลตฟอร์มเดียว

ช่องทางโซเชียลมีเดียที่ควรรู้

โดย Twitch เป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ที่โฮสต์สตรีมเมอร์หลายล้านคน และให้พวกเขาเชื่อมต่อกับผู้ชมได้ฟรี ณ จุดนี้จำนวนผู้ชมที่ไม่ซ้ำกันในชีวิตประจำวัน คือ ประมาณ 15 ล้านบาท ที่มีจำนวนผู้ใช้รายเดือนอยู่ที่ 140 ล้าน

ด้วยการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์เล็กน้อย คุณสามารถเข้าถึงผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก ผู้ชมชอบสตรีมแบบสดเนื่องจากพวกเขาให้โอกาสในการโต้ตอบกับผู้ใช้รายอื่น และโฮสต์เอง ข้อเท็จจริงเล็กน้อย และเรียบง่ายนี้สร้างความแตกต่าง ทันใดนั้น คุณไม่ได้บริโภคเนื้อหาวิดีโอในรูปแบบแฝงอีกต่อไป

9. Clubhouse

ซึ่งเป็นแอปได้รับความนิยมมากมาย โดยมียอดดาวน์โหลด และผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในหลายประเทศในยุโรป ภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ นับตั้งแต่กลางเดือนมกราคม โดย Clubhouse เป็นแอปโซเชียลเสียงตัวแรก ที่ช่วยให้คุยกับคนอื่นได้ง่าย ผู้ใช้เปิดหรือเข้าร่วมที่เรียกว่า ‘ห้อง’ นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม หากคุณต้องการขยายการเข้าถึงทางการตลาด การใช้โซเชียลมีเดีย ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด วิธีหนึ่ง ในการบรรลุเป้าหมายนี้ คุณสามารถขยายการมีส่วนร่วม และโต้ตอบกับผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าได้อย่างเต็มที่ ด้วยการใช้ประโยชน์สูงสุดจากการสร้าง และแบ่งปันเนื้อหาทางสังคม

Credit https://up388.com

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม /

Fast Radio Bursts คืออะไร

Fast Radio Bursts คืออะไร

Fast Radio Bursts คืออะไร

Fast Radio Bursts คืออะไร โดยนักดาราศาสตร์ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ของ NASA และมีการติดตามตำแหน่งของการระเบิดของคลื่นวิทยุสั้น ๆ ที่มีพลังงานสูง ซึ่งมีการส่องกล้องถึง 5 ครั้ง ไปยังแขนเกลียวของกาแลคซี ที่อยู่ห่างไกลออกไปอีก 5 แห่ง

ซึ่ง Fast Radio Bursts (FRBs) โดยเรียกเป็นภาษาที่เราสามารถเข้าใจกันก็คือ การระเบิดวิทยุอย่างรวดเร็ว หรือ การระเบิดพลังงานคลื่นวิทยุความเร็วสูง นั่นเอง ซึ่งเหตุการณ์พิเศษเหล่านี้ ได้สร้างพลังงานออกมาได้มากมาย ใน 1: 1,000 วินาที เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์ในหนึ่งปีนั่นเอง

เนื่องจาก คลื่นวิทยุชั่วคราวเหล่านี้ ได้หายไป ในเวลาน้อยกว่าการกระพริบตา นักวิจัยจึงมีความยากลำบากในการติดตาม ว่าพวกมันมาจากไหน และนักดาราศาสตร์ก็ไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่ามันอยู่ที่ไหน หรือจุดไหนนั่นเอง

สำหรับการค้นหาว่า การระเบิดเหล่านี้มาจากที่ใด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กาแลคซีที่พวกมันมาจากอะไร เป็นสิ่งสำคัญในการพิจารณาว่า เหตุการณ์ทางดาราศาสตร์ประเภทใดที่ทำให้เกิดพลังงานกะพริบรุนแรง ซึ่งการสำรวจใหม่ของฮับเบิลแปด FRB ช่วยให้นักวิจัยจำกัดรายชื่อแหล่งที่มาของ FRB ที่เป็นไปได้

แต่อย่างไรก็ตาม นักดาราศาสตร์ยังระบุอีกว่า Fast Radio Bursts (FRBs) นี้ มีลักษณะคล้ายกับฟ้าแลบ ซึ่งบางครั้งมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว หรือเกิดขึ้นเร็วมากจนเราไม่สามารถรู้ได้ว่ามันเกิดอยู่ตรงไหน แต่เราจะรู้แค่ว่ามันมีแสงมากระทบที่ตาเรานั่นเอง และนักดาราศาสตร์ ก็ได้ระบุอีกว่า มันเกิดขึ้น เนื่องจากมันมีสัญญาณวิทยุของความเข้มสูง และมาตกกระทบกับจานรับสัญญาณบนโลกของเรานั่นเอง

เนื่องด้วยเหตุการณ์ครั้งนี้ จึงทำให้หลาย ๆ ครั้งที่นักดาราศาสตร์สามารถตรวจจับของสัญญาณ Fast Radio Bursts (FRBs) ได้ แต่ก็ไม่สามารถที่จะมีการติดตาม หรือตามหาจุดเริ่มต้นของ Fast Radio Bursts (FRBs) ได้ว่ามันเกิดขึ้น หรือมาจากที่ไหน เพราะสัญญาณ

เนื่องด้วยเหตุการณ์ครั้งนี้ จึงทำให้หลาย ๆ ครั้งที่นักดาราศาสตร์สามารถตรวจจับของสัญญาณ Fast Radio Bursts (FRBs) ได้ แต่ก็ไม่สามารถที่จะมีการติดตาม หรือตามหาจุดเริ่มต้นของ Fast Radio Bursts (FRBs) ได้ว่ามันเกิดขึ้น หรือมาจากที่ไหน เพราะสัญญาณ Fast Radio Bursts (FRBs) ได้เกิดขึ้นเร็วมาก เร็วเกินกว่าที่เราจะหาจุดกำเนิดของมัน

Fast Radio Bursts คืออะไร

Hubble Space Telescope ติดตาม Fast Radio Bursts (FRBs) ได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม ได้มีนักดาราศาสตร์ได้ค้นพบ หรือตรวจจับสัญญาณ Fast Radio Bursts (FRBs) อันแรกได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2001 ที่ Parkes Radio Observatory และนับตั้นแต่นั้นมา เราก็สามารถตรวจจับ Fast Radio Bursts (FRBs) ได้อีกมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม มีเพียงแค่ 15 อัน เท่านั้นที่เราสามารถติดตามถึงแหล่งกำเนิดได้

และล่าสุดนี้ Hubble Space Telescope (HST) สามารถติดตามแหล่งกำเนิดของ Fast Radio Bursts (FRBs) 5 ครั้ง ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นงานวิจัยที่นำทีมโดย Alexandra Mannings ที่ University of California

ซึ่งนอกจาก Hubble สามารถติดตามแหล่งกำเนิดของ Fast Radio Bursts (FRBs) ได้แล้ว เขายังสามารถถ่ายรูปลักษณะของกาแล็กซีที่เป็นแหล่งกำเนิดของ Fast Radio Bursts (FRBs) ทั้ง 5 ได้อีกด้วย

ซึ่ง Hubble ได้ใช้กล้อง Wide firld Camera 3 ซึ่งเป็นกล้องสำหรับถ่ายรูปในช่วงของคลื่น Ultraviolet และ near – Infrared ในการสำรวจ Fast Radio Bursts (FRBs) เมื่อปี 2017 1 อัน และอีก 7 อัน สามารถตรวจพบในปี 2019 และ 2020

นักดาราศาสตร์ที่ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble ตามล่าหาพื้นที่ใกล้เคียงกับการระเบิดของคลื่นวิทยุอย่างรวดเร็ว (FRBs) ซึ่งนักดาราศาสตร์ที่ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศ Hubble ติดตามไปยังกาแลคซีที่อยู่ห่างไกลทั้ง 4 ที่แสดงในภาพ

ซึ่งการระเบิดจะแสดงรายการเป็น FRB 190714 (ซ้ายบน), FRB 191001 (ขวาบน), FRB 180924 (ซ้ายล่าง) และ FRB 190608 (ขวาล่าง) เนื่องจากคลื่นวิทยุเหล่านี้หายไปในเวลาน้อยกว่าพริบตา

นักวิจัยจึงมีเวลาน้อยในการติดตาม ว่ามาจากที่ใด ด้วยความช่วยเหลือของการมองเห็นที่เฉียบคมของ Hubble นักดาราศาสตร์ได้ระบุตำแหน่งของพวกเขา (แสดงด้วยเส้นวงรีที่เป็นจุด) ไปยังกาแลคซี ดังภาพ

Credit https://up388.com

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม /

Google Photos อัปเดตอะไรบ้าง

Google Photos อัปเดตอะไรบ้าง

Google Photos อัปเดตอะไรบ้าง

Google Photos อัปเดตอะไรบ้าง โดย Google ได้ออกมาประกาศเกี่ยวกับการอัปเกรดของบริการ Google Photos ซึ่งมีผู้ใช้มากกว่าพันล้านคนในการเข้าใช้งาน Google I / O Developer เนื่องจากเป็นช้วง COVID บริษัทจึงกำลังจะเปิดตัว Locked Folders

ซึ่งเป็นภาพถ่ายแบบใหม่ หรือ “ Memories” สำหรับการระลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ตลอดทั้งคุณลักษณะใหม่ ที่เรียกว่า “ Cinematic moments” ที่จะทำให้ชุดภาพนิ่งเคลื่อนไหวรวมถึงการอัปเดตอื่น ๆ

และ Google Photos ยังเป็นบริการที่ยอดเยี่ยมในการจัดเก็บรูปภาพของเรา ทั้งในกรณีที่เป็นรูปภาพใหม่ หรือความทรงจำจากหลาย ๆ ปีที่ผ้่นมาแล้วก็ตาม และในขณะที่ Google Photos ได้ใช้กลอุบายของ AI ในการจัดเรียงรูปภาพใบรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจดจำโดยใบหน้า ซึ่งรูปเก่า ๆ ของเรา จะมีการจัดเก็บ และยังคงอยู่

และ Google ได้ออกมาประกาศว่า จากภาพประมาณ 4 ล้านล้านภาพที่เก็บไว้ใน Google Photos ส่วนใหญ่ที่ไม่มีการเปิดดู หรือเข้าดูเลย วันนี้ Google ต้องการให้คุณมีความยืดหยุ่น และควบคุมความทรงจำของคุณได้มากขึ้น เพื่อให้คุณหวนระลึกถึงความทรงจำได้ง่ายขึ้น และยังให้คุณควบคุมสิ่งที่คุณต้องการย้อนอดีตได้อีกด้วย

ซึ่ง Google ก็เพิ่งประกาศคุณสมบัติใหม่เหล่านี้ในระหว่าง Google I / O 2021 โดยประการแรก คือ Google Photos สามารถทำได้มากกว่าการเปลี่ยนภาพ ตามธีม ไปจนถึงการเปลี่ยนภาพใหม่ โดยใช้รูปแบบภาพที่ไม่ค่อยชัดเจนในรูปภาพของเราเช่นกัน ด้วยการเรียนรู้ของเครื่อง ในการปรับปรุงในปัจจุบันนี้

ซึ่งแอปนี้สามารถเน้นรูปแบบเหล่านี้ ให้เราได้ เช่น ภาพ 3 ภาพขึ้นไป ที่แบ่งปันบางสิ่ง เช่น รูปร่าง หรือสี ในความทรงจำของผู้ใช้ และนอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถมองเห็นความทรงจำพิเศษตามช่วงเวลา ที่ผู้ใช้จะยินดี หรือที่เรียกว่า เฉลิมฉลอง เช่น คริสต์มาส ดิวาลีฮันนูกาห์ ปีใหม่ และวันสำคัญอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งความทรงจำเหล่านี้ จะปรากฏขึ้นในฟีดของผู้ใช้งาน เมื่อผู้ใช้งานมีการเลื่อนดูรูปภาพของตนตามปกติ

และในขณะนี้ แอป Google Photos ยังสามารถสร้างภาพเคลื่อนไหว และเพิ่มสีสัน ความมีชีวิตชีวา ให้กับรูปภาพของผู้ใช้งานได้เช่นกัน หากผู้ใช้งานมีการถ่ายภาพที่เหมือนกัน ประมาณ 2 ภาพ ในขณะที่พยายามจับภาพที่สมบูรณ์แบบ ตอนนี้แอปสามารถใช้เครือข่ายประสาทเทียม เพื่อคาดเดาในการสร้างกรอบตัวกลางใหม่ ระหว่างรูปภาพ 2 ภาพนั้น และเติมช่องว่าง เพื่อสร้างภาพเคลื่อนไหว ที่เรียกว่า Cinematic Moments อีกด้วย

และหากผู้ใช้งานเจอความทรงจำของช่วงเวลาหนึ่ง ที่ทำให้ตนรู้สึกไม่สบายใจ หรือกระทบต่อจิตใจ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ตอนนี้แอปกำลังเพิ่มให้มีการซ่อนความทรงจำนั้นง่ายขึ้น และไม่สามารถมองเห็นได้อีกเลย เพียงแค่แตะที่หน่วยความจำ ไปที่รูปภาพที่ไม่ต้องการที่จะเห็น จากนั้นแตะที่ปุ่ม “ ซ่อน” และ “ ลบความทรงจำนี้” เพื่อให้แอป Google Photos ลบออกได้ทันที

Google Photos อัปเดตอะไรบ้าง

นอกจากนี้ Google ยังมีการเพิ่มความทรงจำที่ดีที่สุดของเดือน และไฮไลต์การเดินทางลงในตารางรูปภาพของผู้ใช้งาน ซึ่งตอนนี้ผู้ใช้งานจะสามารถลบ หรือเปลี่ยนชื่อ รวมถึงความทรงจำที่มีกิจกรรมที่สำคัญ เช่น วันเกิด หรือวันหยุด ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ จะถูกระบุโดยอาศัยปัจจัยหลายอย่างรวมกัน โดยรวมถึงการระบุวัตถุในภาพถ่ายเช่น เค้กวันเกิด หรือเมนู Hanukkah เช่นเดียวกับการจับคู่วันที่ของรูปภาพกับวันหยุดที่ทราบนั่นเอง

และไฮไลต์สำคัญที่สุดของเดือน และการเดินทาง Memories จะเริ่มเผยแพร่ในวันนี้ และจะพบได้ในตารางรูปภาพ ปลายปีนี้ ผู้ใช้งานจะสามารถเริ่มเห็นความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ และช่วงเวลาที่สำคัญได้

และอีกอย่างที่กำลังจะมาถึง คือ Cinematic Moments ซึ่งค่อนข้างที่ชวนให้นึกถึงเทคโนโลยี ” ความทรงจำดี ๆ ” จาก MyHeritage ที่แพร่ระบาดเมื่อต้นปีนี้ เนื่องจากผู้ใช้สามารถเคลื่อนไหวภาพถ่ายของคนที่คุณรักในอดีตได้ ยกเว้นในกรณีของ Google ไม่ใช่การถ่ายภาพเก่า และทำให้มีชีวิตชีวา แต่เป็นการรวมภาพเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างความรู้สึกของการกระทำ และการเคลื่อนไหว

ซึ่งสิ่งที่มีประโยชน์อีกอย่างหนึ่ง ของ Google Photos ก็คือ Locked Folder ใหม่ ซึ่งเป็นเพียงพื้นที่ป้องกันรหัสผ่านสำหรับรูปภาพส่วนตัว โดยผู้ใช้งานจำนวนมากจะซิงค์รูปภาพในโทรศัพท์ กับระบบคลาวด์ ของ Google ได้โดยอัตโนมัติ แต่ต้องการดึงรูปภาพ เพื่อแสดงให้ผู้อื่นเห็นผ่านแอปบนโทรศัพท์ หรือแม้แต่ทีวีที่เชื่อมต่อ และแน่นอนว่า อาจเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และค่อนข้างที่จะซับซ้อน หากแกลเลอรีของพวกเขาเต็มไปด้วยภาพถ่ายส่วนตัว

โดยคุณลักษณะเฉพาะนี้ จะมีการเปิดตัวครั้งแรก ในอุปกรณ์ Pixel ซึ่งผู้ใช้งานจะสามารถมีตัวเลือกในการบันทึกรูปภาพ และวิดีโอได้โดยตรง จากกล้อง ไปยังโฟลเดอร์ที่ถูกล็อก และอุปกรณ์ Android อื่น ๆ จะได้รับการอัปเดตในปลายปีนี้นั่นเอง

และยังมีจข่าวแว่ว ๆ ออกมาอีกด้วยว่า Google จะมีการเปิดตัวฟีเจอร์ Firebase ใหม่ อีกมากมาย เพื่อที่จะเพิ่มความคล่องตัว ในการพัฒนาแอป ซึ่งในกรณีที่บางคนยังไม่เข้าใจ หรือไม่ทราบว่า Firebase นั่นคืออะไร

ซึ่งเราจะมาอธิบายแบบกระชับ และเข้าใจง่ายเกี่ยวกับ Firebase ก็คือ ชุดเครื่องมือแอปบนคลาวด์ของ Google ที่มีคุณสมบัติตั้งแต่การรวบรวมการวิเคราะห์ ไปจนถึงการจัดเก็บไฟล์ออนไลน์และวันนี้รายการคุณสมบัตินั้นกำลังขยายตัวนั่นเอง

Credit https://up388.com

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม /

การขุด Bitcoin ส่งผลกระทบต่อ สวล. อย่างไร

การขุด Bitcoin ส่งผลกระทบต่อ สวล. อย่างไร

การขุด Bitcoin ส่งผลกระทบต่อ สวล.อย่างไร

การขุด Bitcoin ส่งผลกระทบต่อ สวล.อย่างไร คุณรู้หรือไม่ว่ามูลค่าของ Bitcoin สูงกว่า 50,000 ดอลลาร์ในเดือนที่ผ่านมา ถึงแม้ว่า จะมีความผันผวนอยู่บ้าง แต่ก็ได้รับความนิยมเพิ่มมากยิ่งขึ้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลายคนอ้างว่า มันจะเป็นอนาคตของทางการเงินเลยทีเดียว เนื่องจากความนิยมนี้ได้แพร่หลายเพิ่มมากขึ้น

และจะเห็นว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงปีที่แล้ว มูลค่าของสกุลเงินดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปี เนื่องจากโลกได้หยุดอยู่นิ่ง จากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ซึ่งทำให้ผู้คนนับล้านติดอยู่ในบ้าน และมีเวลามากพ่อที่จะศึกษา และทำการขุด Bitcoin อีกด้วย

การขุด Bitcoin หรือ สกุลเงินคริปโตนี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร ?

จากการวิจัย พบว่า Bitcoin ได้ใช้พลังงานไฟฟ้าไปถึง 0.34% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ที่ผลิตได้ ซึ่งคิดเป็นปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ในอาร์เจนตินามากขึ้น เพื่อให้คุณเข้าใจมากขึ้น ถึงปริมาณพลังงานที่ Bitcoin ใช้ มากกว่าพลังงานที่ต้องใช้ ในกาต้มน้ำชาในสหราชอาณาจักรทั้งหมดเป็นเวลาถึง 19 ปี เลยทีเดียว แต่ทำไม Bitcoin ถึงใช้พลังงานทั้งหมดนี้?

ทุกสิ่งทุกอย่างได้กลับมาที่ความจริงที่ว่า มันเป็นสกุลเงินเสมือนจริง โดยทั่วไปแล้ว มีหมายความว่า มีการควบคุมโดยใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งนักขุด Bitcoin จะใช้คอมพิวเตอร์เหล่านี้ เพื่อรับรางวัลเป็น Bitcoin เนื่องจากคอมพิวเตอร์เหล่านี้ ได้ประมวลผลทางธุรกรรมได้ถึงห้ารายการ ในหนึ่งวินาที จึงต้องใช้พลังงานมาก ในการดำเนินการเช่นนี้

แต่สิ่งนี้จะส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่? นั้น คำตอบสำหรับคำถามนี้ ได้ขึ้นอยู่กับนโยบายพลังงานในประเทศต่าง ๆ ไม่ใช่สถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ ของ Bitcoin เท่านั้น

ตัวอย่างเช่น ประเทศแคนาดา ได้มีการใช้พลังน้ำ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในปริมาณมาก แต่ในความเป็นจริง หนึ่งในจังหวัดควิเบก ได้ผลิตไฟฟ้าได้ 95% จากพลังน้ำ และราคาไฟฟ้า อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศ อยู่ในระดับต่ำ และส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง

และอีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ ในประเทศไอซ์แลนด์ มีนักขุด Bitcoin จำนวนหนึ่ง ที่พบว่า สถานที่แห่งนี้มีความน่าอยู่ เนื่องจาก มีอุณหภูมิต่ำ และต้นทุนพลังงานต่ำ ซึ่งประเทศนี้ มีการสร้างกระแสไฟฟ้าได้มาก จากแหล่งความร้อนใต้พิภพ เมื่อเปรียบเทียบกับก๊าซ หรือโรงไฟฟ้าถ่านหิน โดยแหล่งความร้อนใต้พิภพ จะปล่อยคาร์บอนออกมาน้อยกว่า และด้วยเหตุนี้ จึงไม่ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม จากประโยคคำถามที่ว่า การขุด Bitcoin หรือ สกุลเงินคริปโตนี้ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ อย่างไร คำตอบก็คือ เนื่องจากมีการใช้พลังมากมายในการขุด ยิ่งเหรียญมีความผันผวน หรือมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ผู้คนก็ย่อมมีความนิยมที่จะทำการขุดกันมากขึ้น นักขุดก็ยิ่งเพิ่มขึ้น หรือมีการใช้พลังงานในการขุดเพิ่มขึ้นตามไปด้วยนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม การขุด Bitcoin ก็มักจะมีสิ่งที่ดี ๆ ตามมาเช่นกัน เช่น การลดกระดาษในการแลกเปลี่ยน และอื่น ๆ อีกมากมาย

ทำการขุด Bitcoin จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ซึ่งสกุลเงิน Fiat ต้องการทรัพยากรในการพิมพ์เงิน และผู้คน เพื่ิอการดูแลการจัดสรรบริการการฉ้อโกงเหนือสิ่งอื่นใด ในทางกลับกัน การใช้ Bitcoin ที่เพิ่มขึ้น สามารถลดพลังงานเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ตาม คุณต้องใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และไฟฟ้า เมื่อใช้ Bitcoin เท่านั้น

นอกจากนี้ การใช้ Bitcoin ที่เพิ่มขึ้น จะช่วยลดมลพิษจากกระดาษ ลองนึกถึงวิธีนี้ เมื่อใช้ Bitcoin คุณจะต้องมีกระเป๋าเงิน Bitcoin ไม่ใช่สาขาของธนาคาร และคุณจะใช้กระเป๋าเงินนี้ เพื่อรับข้อมูลสำคัญทั้งหมด ที่คุณจะได้รับ จากสาขาของธนาคาร

ด้วยเหตุนี้ คุณจึงไม่จำเป็นต้องไปที่สาขาของธนาคารอีกต่อไป เพื่อรับใบแจ้งยอด เมื่อใดก็ตาม ที่คุณต้องการข้อมูลสำคัญ ดังนั้น กระดาษจะน้อยลง และทำให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลงอีกด้วย

ซึ่งการที่ Bitcoin ทำให้ผู้บริโภคมีราคาแพง ทำให้สกุลเงินดิจิทัลนี้ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สิ่งนี้หมายความว่า เมื่อคุณดูกราฟราคา Bitcoin คุณจะสังเกตเห็นว่า Bitcoin เป็นสกุลเงินที่มีภาวะเงินฝืด ดังนั้น คุณจะเต็มใจที่จะใช้สกุลเงิน fiat มากขึ้น เนื่องจากเ ป็นอัตราเงินเฟ้อ และประหยัด Bitcoin

หากคุณเป็นนักขุด Bitcoin คุณจะไม่ซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น เนื่องจากสิ่งนี้จะเป็นผลให้ใช้พลังงานน้อยลง และจำนวน ของที่ทิ้งไป เพราะไม่จำเป็นจะลดลง และการขุด Bitcoin ยังกระตุ้นให้คนงานเหมือง มองหาพลังงานหมุนเวียน เนื่องจาก จำนวนการคำนวณที่พวกเขาทำ ขึ้นอยู่กับไฟฟ้า

สิ่งเหล่านี้ เป็นหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่ที่ผลประโยชน์ของ Bitcoin สำหรับสภาพแวดล้อม และปัจจุบันพลังงานน้ำ และพลังงานแสงอาทิตย์ ยังเป็นวิธีการผลิตไฟฟ้าที่ถูกที่สุด ซึ่งแหล่งพลังงานเหล่านี้ ยังผลิตไฟฟ้าเสริม ซึ่งสามารถลดต้นทุน ในการผลิตพลังงานหมุนเวียน ดังนั้น การเพิ่มขึ้นของ Bitcoin จะเรียกร้องให้เพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ำ และพลังงานแสงอาทิตย์ตามมากอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม Bitcoin กำลังทำดำเนินการไปได้ด้วยดีในปัจจุบัน ซึ่งหลายคนก็เต็มใจที่จะลงทุน ในสกุลเงินดิจิทัลเสมือนเหล่านี้ และอย่างไรก็ตาม มีการกล่าวอ้างว่า เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งการอ้างสิทธิ์นี้ ย่อมมีความเกี่ยวข้องกับปริมาณพลังงานที่ใช้ไป เมื่อมีการขุดคริปโตเคอเรนซี (cryptocurrency) นี้

และทุกอย่างได้มาจากแหล่งพลังงาน ตัวอย่าง เช่น ประเทศที่ใช้แหล่งพลังงานหมุนเวียน จะไม่ได้รับผลกระทบด้านลบนี้เลย เป็นต้น

การขุด Bitcoin ส่งผลกระทบต่อ สวล.อย่างไร

Credit https://up388.com

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม /

Monero กับ MoneroV แตกต่างกันอย่างไร

Monero กับ MoneroV แตกต่างกันอย่างไร

Monero กับ MoneroV แตกต่างกันอย่างไร

Monero กับ MoneroV แตกต่างกันอย่างไร ซึ่ง MoneroV ของเครือข่าย cryptocurrency เป็นฮาร์ดฟอร์ค ของ Monero cryptocurrency ที่เน้นความเป็นส่วนตัวยอดนิยม และ hard fork คือ เมื่อ cryptocurrency เดียว แยกในสอง จะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรหัสที่มีอยู่ของสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งส่งผลให้เกิดทั้งเวอร์ชันเก่า และเวอร์ชันใหม่ บางครั้ง ผลิตภัณฑ์ที่แยกออกจากกัน จะยังคงใช้ชื่อเดิม แต่จะเพิ่มคำนำหน้า หรือคำต่อท้าย เพื่อแยกความแตกต่างนั้นเอง

โดย Monero เป็นที่รู้จักในด้านความปลอดภัยความเป็นส่วนตัว และการไม่เปิดเผยตัวตนในระดับสูง โครงการ MoneroV ไม่เกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวข้องกับทีมพัฒนาโครงการ Monero ซึ่งทั้งสองโครงการนี้ ยังคงดำเนินต่อไปในเส้นทางของตัวเอง

และการพัฒนาหลังจาก Hard Fork สกุลเงินดิจิทัล ของ Monero ใช้สัญลักษณ์ XMR ในขณะที่โทเค็นของ MoneroV จะรู้จักกันในชื่อ XMV การแยกฮาร์ดฟอร์กจะเกิดขึ้นที่บล็อก 1564965 ณ จุดนี้ นักขุด MoneroV จะเริ่มสร้างบล็อกบนเครือข่าย MoneroV จากผลของ hard fork ผู้ถือเหรียญ Monero XMR ทั้งหมด จะกลายเป็นเจ้าของโทเค็น XMV

ความแตกต่างทางเทคนิคระหว่างสองเหรียญ

เนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลทั้งสองมุ่ง จะเน้นไปที่การไม่เปิดเผยตัวตน และความเป็นส่วนตัวเป็นหลัก จึงมีความคล้ายคลึงกันมาก ทั้งสองใช้แนวคิดเดียวกันของลายเซ็น แหวน และที่อยู่แบบความลับ เพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ และมีช่วงเวลาบล็อก ประมาณ 120 วินาที นอกจากนี้ ระดับความยากจะถูกปรับแบบไดนามิกในทุกบล็อกสำหรับทั้งสองเครือข่าย

โดย MoneroV อ้างว่า เพื่อการแก้ไขข้อบกพร่องบางประการของ Monero รวมถึงปัญหาความสามารถในการปรับขนาดของ Monero เนื่องจาก บล็อกเชนที่สูงขึ้น การจัดหาเหรียญที่ไม่สิ้นสุด ต้นทุนการทำธุรกรรมที่สูง และการรวมศูนย์ของกระบวนการตัดสินใจ

ซึ่งความแตกต่างที่สำคัญระหว่างสองเครือข่าย คือ ในขณะที่ Monero มีโทเค็นไม่จำกัดจำนวน ส่วน MoneroV จะมีอุปทานคงที่ 256 ล้าน XMV เหตุผลในการจัดหาเหรียญที่จำกัดของ MoneroV คือ เพื่อป้องกันผู้ถือครองจากภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งจะช่วยลดอำนาจการซื้อของเหรียญ

นอกจากนี้ MoneroV ยังอ้างว่า Monero กำลังท้อใจกับนักขุดของแท้ เนื่องจากอัตราแฮชที่เพิ่มขึ้นนั้น ขึ้นอยู่กับการใช้งานจำนวนมากของนักขุดอัตโนมัติ เช่น บอตเน็ต (นอกเหนือจากการขุดในรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งเบราว์เซอร์ของผู้ใช้มีส่วนร่วมในการขุดโดยที่พวกเขาไม่รู้ )

และ MoneroV ทำงานบนโปรโตคอล Mimblewimble ที่เน้นความเป็นส่วนตัวแยกต่างหาก โปรโตคอลนี้ เป็นโปรโตคอล Bitcoin เวอร์ชันที่ถูกตัดทอน ซึ่งปรับปรุงตามความเป็นส่วนตัว และความสามารถในการทำงานร่วมกันของเครือข่าย cryptocurrency ซึ่งนำไปสู่ศักยภาพในการปรับขนาดที่สูงขึ้น การใช้งานคาดว่า จะส่งผลให้ต้นทุนการทำธุรกรรมลดลง และมีขนาดบล็อกเชนที่เล็กลง ในขั้นต้น MoneroV จะใช้อัลกอริธึมการขุดหลักฐานการทำงาน (PoW) แบบเดียวกับ Monero

ในฐานะส่วนหนึ่งของการฝึก Hard Fork จะมีการทิ้งโทเค็น XMV ประมาณ 158 ล้านเหรียญ เพื่อรักษาปริมาณการหมุนเวียนของเหรียญ XMV (ใน airdrop ผู้ถือโทเค็น ที่มีอยู่จะได้รับโทเค็นใหม่ฟรีเหรียญ XMV มอบให้ฟรีสำหรับผู้ถือ XMR ที่มีอยู่โดยเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมการขาย) โดยพื้นฐานแล้ว สิ่งนี้ จะทำให้ผู้ถือโทเค็น Monero ที่มีอยู่ทั้งหมดเป็นเจ้าของเหรียญ MoneroV 10 เท่า โดยกระเป๋าเงินใหม่ที่มีที่อยู่คีย์ส่วนตัว และวลีช่วยในการจำเดียวกันที่ผู้ใช้มีในเครือข่าย Monero ดั้งเดิมจะถูกสร้างขึ้นสำหรับผู้ใช้ MoneroV และการถือครอง XMV

ซึ่ง Cryptocurrencies เป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยมอย่างมาก สำหรับคนจำนวนมาก แต่ความนิยม และราคาของ Bitcoin อาจส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง แต่มีสกุลเงินเสมือนอื่น ๆ อีกมากมาย ที่คุณสามารถซื้อ และแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจจะง่ายกว่าในการลงทุนโดยเฉพาะ Monero

คุณลักษณะความเป็นส่วนตัวที่อุดมไปด้วยได้ช่วย Monero กลายเป็นหนึ่งใน Cryptocurrencies ใหญ่ที่สุดในโลก ขึ้นอยู่กับมูลค่าตลาดของมันเป็นของเดือนมกราคม 2021 ตาม CoinMarketCap นักลงทุนสามารถซื้อขาย Monero ในการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลชั้นนำ เช่น Kraken , Poloniex และ Bitfinex

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญ คือ ต้องจำไว้ว่า สิ่งที่ทำให้ Monero ได้รับความนิยม เช่น คุณสมบัติความเป็นส่วนตัว อาจนำไปสู่ความท้าทายที่สำคัญบางประการ เช่น การใช้งานในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย

Monero กับ MoneroV แตกต่างกันอย่างไร

ใจความสำคัญ

  • MoneroV เครือข่าย cryptocurrency เป็นฮาร์ดฟอร์คของ Monero cryptocurrency ที่เน้นไปที่ความเป็นส่วนตัวยอดนิยม
  • Monero เป็นที่รู้จักในด้านของความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และการไม่เปิดเผยข้อมูล หรือตัวตนในระดับสูง
  • MoneroV อ้างว่า เพื่อที่จะแก้ไขข้อบกพร่องบางประการของ Monero รวมถึง การแก้ไขปัญหาความสามารถในการปรับขนาดของ Monero

Credit https://up388.com

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม /

Bounty Programs คืออะไร

Bounty Programs คืออะไร

Bounty Programs คืออะไร

Bounty Programs คืออะไร โดย Bounty Programs เป็นโปรแกรมที่มีแรงจูงใจที่นำเสนอไปยังผู้เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักการลงทุน หรือเสนอขายเหรียญครั้งแรก (ICO) ซึ่งการเสนอขายเหรียญเริ่มต้น (ICO) เป็นรูปแบบการเสนอขายครั้งแรก (IPO) ของอุตสาหกรรมสกุลเงินดิจิทัล โดยบริษัทที่ต้องการหาเงิน เพื่อสร้างเหรียญแอปพลิเคชัน หรือบริการสกุลเงินเสมือนใหม่ และเปิดตัว ICO เพื่อระดมทุน ซึ่งโปรแกรมเงินรางวัลจะให้รางวัล หรือโทเค็นสำหรับผู้เข้าร่วมที่ทำภารกิจที่ระบุไว้ ซึ่งช่วยส่งเสริม ICO อีกด้วย

หรือเมื่อเรามีการลงทุนใน ICO แล้ว สิ่งที่เราคาดหวังจากการถือ Token (โทเค็น) นั้น ๆ นอกเหนือจากการนำไปใช้งานได้จริงในแพลตฟอร์ม ก็คือกำไรส่วนของต่าง (Capital Gain) จากราคาToken ที่เพิ่มมีการขึ้น ทำให้ผู้ออก ICO จะต้องมีการนำกลยุทธ์ต่าง ๆ มาใช้เพื่อดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาซื้อ Token ซึ่งก็เรียกว่า Bounty Program นั่งเอง

โดย Bounty Programs โปรแกรมเงินรางวัล มีต้นกำเนิดในโลกวิดีโอเกมดิจิทัล ซึ่งบางครั้งอาจมีการเสนอสิทธิประโยชน์ประเภทต่าง ๆ ให้กับนักเล่นเกม ที่ช่วยในการพัฒนาเกมโดยเฉพาะ ที่ได้ระบุจุดบกพร่องไว้ในเกม

และผู้เข้าร่วมโปรแกรมเงินรางวัลจะกระจายไปตามขั้นตอนต่าง ๆ ของ ICO ตั้งแต่นักลงทุน ไปจนถึงผู้ส่งเสริม และนักพัฒนา ICO ซึ่งสิ่งจูงใจนี้ สามารถอยู่ในรูปแบบของรางวัล เงินสด (แม้ว่าจะหายาก) หรือโทเค็นฟรี (หรือมีส่วนลด) ที่สามารถนำมาเป็นเงินสดได้ในภายหลัง เมื่อโทเค็นอยู่ในรายการที่แลกเปลี่ยน

ซึ่งการล่มสลายของตลาด ICO ในช่วงปลายปี 2018 และ 2019 ช่วยลดจำนวนโปรแกรมเงินรางวัลที่ใช้งานอยู่ลงอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีการใช้โปรแกรมเงินรางวัลที่มุ่งเน้นไปที่การตลาดในช่วงของฟองสบู่ cryptocurrency เพื่อส่งเสริมการฉ้อโกง ซึ่งควรทำให้นักพัฒนา crypto-coin ระมัดระวังในการใช้งานเป็นอย่างมาก

โดยทั่วไป ICO ประกอบด้วย pre-ICO (ก่อน ICO) และ post-ICO (หลัง ICO)

1. Pre-ICO

ในขั้นตอนแรก ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า pre-ICO การเสนอขายจะทำการตลาดให้กับนักลงทุนที่คาดหวัง และผู้ที่เต็มใจทำงานเพื่อให้ ICO ทำกำไรได้มากขึ้น นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ผู้มีอิทธิพลในโซเชียลมีเดีย นักเขียนบล็อก นักการตลาด และผู้สนใจอื่น ๆ ทำงาน เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับโครงการ และ ICO ที่กำลังจะมาถึง ในขั้นตอนนี้โปรแกรมเงินรางวัลโดยทั่วไปจะเน้นทรัพยากรของพวกเขาบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย

และนักพัฒนาจะได้รับโทเค็นจำนวนมากเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการมีส่วนร่วมในการเขียนโค้ด โครงการโทเค็นเหล่านี้สามารถแลกเป็นสกุลเงิน fiat ได้ เมื่อโทเค็นอยู่ในรายการแลกเปลี่ยน ตัวอย่าง เช่น Ethereum และ Zcash ต่างมีแคมเปญที่ให้รางวัลมากมาย สำหรับนักพัฒนาที่ช่วยตั้งค่าบล็อกเชน หากผู้มีอิทธิพลทางโซเชียลมีเดีย และนักเขียนบล็อก สร้างวิดีโอ เขียนบทความ หรือเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับ ICO บนแพลตฟอร์มยอดนิยม พวกเขาจะได้รับเงินตามการมีส่วนร่วมของเนื้อหากับผู้ชม Bitcointalk Signature Bounty นักการตลาดเป็นสมาชิกของ bitcointalk ซึ่งเป็นฟอรัมสนทนายอดนิยมสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเข้ารหัสลับ

2. Post-ICO

หลังจาก ICO แล้ว โปรแกรมเงินรางวัลสามารถใช้เพื่อจูงใจนักพัฒนาให้ค้นหาจุดบกพร่อง หรือให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับองค์ประกอบการออกแบบอื่น ๆ Coders ที่ทำการทดสอบ และตรวจจับข้อบกพร่องใน blockchain จะได้รับรางวัลประเภทหนึ่ง ที่เรียกว่า bug bounty ซึ่งการโฟกัสหลังจาก ICO เปลี่ยนเป็นการปรับแต่ง blockchain ที่เปิดตัว ดังนั้น จึงอาจมีการมอบรางวัลมากมายให้กับนักแปล ซึ่งช่วยให้มั่นใจได้ว่า blockchain จะเข้าถึงทั่วโลกโดยการแปลเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา และการตลาด

หลังจากการระเบิดของฟองสบู่ Bitcoin ในปี 2018 โปรแกรมเงินรางวัล ICO บางโปรแกรม เริ่มได้รับการตรวจสอบความคล้ายคลึงกับแผนการปั๊ม และการถ่ายโอนข้อมูลในตลาดหุ้น ที่ไม่ต้องสั่งโดยแพทย์ (OTC) หลายบริษัทใช้โปรแกรมเงินรางวัล เพราะพวกเขาต้องการใช้ประโยชน์จากโอกาสในการจ้างการตลาดภายนอก ให้กับคนทั่วไป ดังนั้น จึงใช้ประโยชน์จากวิธีที่ไม่แพง และมีประสิทธิภาพในการกระจายข่าวเกี่ยวกับ ICO ของพวกเขา

Bounty Programs คืออะไร

โดยนักวิจารณ์อ้างว่า การแสร้งทำเป็นฝ่ายที่ไม่สนใจในขณะที่การส่งเสริมมูลค่าของการลงทุนทุกประเภท (และการจ่ายเงินอย่างลับ ๆ สำหรับการส่งเสริมการขายนั้น) นั้นผิดจรรยาบรรณ แม้ว่าจะไม่ผิดกฎหมายก็ตาม

ในปี 2018 หลังจากตรวจสอบ ICO ที่ฉ้อโกงโรเบิร์ตเอ โคเฮน หัวหน้าหน่วยไซเบอร์ของสำนักงานคณะกรรมการความปลอดภัย และการแลกเปลี่ยนเงินตรา ได้ออกคำเตือนถึงนักลงทุน และนักต้มตุ๋นที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบของ ก.ล.ต. พบว่า David T. Laurance และ Tomahawk Exploration LLC พยายามหาเงินเพื่อเป็นทุนในการสำรวจ และขุดเจาะน้ำมันในแคลิฟอร์เนีย ผ่านการขายสกุลเงินดิจิทัลที่เรียกว่า “Tomahawkcoins” แม้ว่า ICO จะไม่ได้เพิ่มเงิน แต่ Tomahawk ก็ออกโทเค็นเพื่อแลกกับบริการส่งเสริมการขายผ่าน Bounty Programs นั่นเอง

Credit https://up388.com

อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม /

Facebook Insights คืออะไร

Facebook Insights คืออะไร

Facebook Insights คืออะไร

Facebook Insights คืออะไร ซึ่งเป็นเครื่องมือข้อมูลเชิงลึกของ Facebook เหมาะสำหรับธุรกิจที่มีเพจ Facebook ที่ต้องการปรับปรุงแนวทางการตลาดบนแพลตฟอร์ม คุณสามารถใช้ข้อมูลเชิงลึกของผู้ชม

ซึ่ง Facebook Insights เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ที่ต้องการติดตามการโต้ตอบของผู้ใช้บนหน้าธุรกิจของ Facebook โดยผู้ดูแลเพจของคุณทุกคนสามารถมองเห็นข้อมูลเชิงลึกของ Facebook ได้ และสามารถให้ข้อมูลมากมายเกี่ยวกับเนื้อหา และผู้ชมของคุณได้ เมื่อใช้ Facebook Insights คุณจะสามารถกำหนดเวลาที่ดีที่สุดในการโพสต์ วันที่ดีที่สุดในสัปดาห์ที่จะโพสต์ และประเภทของเนื้อหาที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

สิ่งสำคัญ คือ ต้องทราบว่า เครื่องมือ Facebook Insights ได้รับการอัปเดตอยู่ตลอดเวลา เพื่อแสดงถึงพัฒนาการของเพจของคุณ และรูปแบบใด ๆ ที่อาจก่อตัวขึ้น ดังนั้น คุณจะต้องกลับมาตรวจสอบเพื่อให้อยู่ในความมั่นใจกันเลย!!

ทำไมคุณถึงต้องการข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้ชมของคุณ

สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ ข้อมูลเชิงลึกของเพจ Facebook เป็นวิธีที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการติดตามผู้ชมของคุณ สามารถช่วยปรับปรุงการกำหนดเป้าหมายโฆษณาของคุณ และเพิ่มประสิทธิภาพการเปิดตัวเนื้อหาของคุณ

ซึ่งข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ สามารถทำได้มากกว่าการช่วยให้คุณเรียนรู้เกี่ยวกับลูกค้าของคุณบน Facebook แต่คุณสามารถรู้สึกถึงฐานนอก Facebook ของคุณเช่นกัน การจดจำรูปแบบสามารถนำไปสู่ความเข้าใจแบบองค์รวมมากขึ้น เกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายของคุณ ในทางกลับกัน คุณจะเพิ่มประสิทธิภาพการตลาดของคุณโดยการทำให้พวกเขาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

และการใช้คุณสมบัติของเครื่องมือ จะช่วยให้คุณสร้าง และเปิดตัวเนื้อหาที่ดีขึ้น ซึ่งเหมาะกับผู้บริโภคมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป คุณจะสามารถขยายกลุ่มโอกาสในการขาย และสร้างชุมชนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นของเพื่อน และผู้บริโภคในโซเชียลมีเดียที่ดี เครื่องมือรีมาร์เก็ตติ้ง Facebook ของคุณก็จะเป็นผลดีต่อคุณเช่นกัน

คุณไม่สามารถปรับแต่งผู้ชมในเครื่องมือข้อมูลเชิงลึกของ Facebook ได้

ซึ่ง Facebook Audience Insights Tool มีมาตั้งแต่ปี 2014 ตั้งแต่นั้นมา เครื่องมือก็พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นในปี 2018 เมื่อแพลตฟอร์มตัดสินใจยกเลิกตัวเลือกในการปรับแต่งผู้ชมสำหรับข้อมูลเชิงลึก ในขณะที่คุณยังสามารถปรับแต่งผู้ชมสำหรับแคมเปญโฆษณาบน Facebook ของคุณคุณ มีผู้ชมสองประเภทที่คุณสามารถใช้ได้ภายใน Audience Insights คือ ผู้ใช้ที่เชื่อมต่อกับเพจของคุณ และผู้ใช้ Facebook ทั้งหมด หากคุณเลือกที่จะรับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้ใช้ Facebook ทั้งหมด คุณมีตัวกรองมากมายที่คุณสามารถใช้เพื่อจำกัดกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสมให้แคบลงได้

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของผู้ชมของคุณ

ก่อนที่จะเริ่มการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกของผู้ชม Facebook สิ่งสำคัญ คือ ต้องทราบว่า ไม่ใช่ทุกคนใน Facebook ที่รายงาน และอัปเดตข้อมูลเป็นประจำ อย่างไรก็ตามก็ยังมีคนจำนวนมากที่ทำ และจำนวนนั้นอาจยังอยู่ในหลายพันล้านคนเช่นกัน ซึ่งคุณจะต้องวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกตามหมวดหมู่ เครื่องมือข้อมูลเชิงลึกของ Facebook ช่วยให้คุณพร้อมสำหรับความสำเร็จ คือ “ข้อมูลประชากร” “การถูกใจเพจ” “สถานที่ตั้ง” และ “กิจกรรม” เป็นแท็บที่แยกจากกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณจะต้องให้ความสนใจกับหมวดหมู่เหล่านี้ คือ

การชอบ
ซึ่งหมวดหมู่ “การชอบ” บอกคุณได้มากกว่ายอดรวมของการชอบเท่านั้น คุณสามารถทราบได้ว่า เหตุการณ์ใดเกิดขึ้นในวันนี้ รวมถึงเนื้อหาที่เชื่อมต่อกับ นอกจากนี้ คุณยังสามารถดูมุมมองของการชอบตามข้อมูลประชากร และสถานที่ตั้ง

การเข้าถึง
ซึ่งการเข้าถึงของคุณ หมายถึง การเข้าถึงโพสต์ของคุณ เกี่ยวกับปฏิกิริยา และการมีส่วนร่วม คุณสามารถดูเมตริกสำหรับการเข้าถึงทั่วไป และแบบเสียค่าใช้จ่าย บางทีอาจสำคัญกว่า คุณสามารถดูความคิดเห็นเชิงลบของคุณได้ ซึ่งรวมถึงซ่อนรายงานว่าเป็นสแปม และอัตราที่ไม่เหมือน

Facebook Insights คืออะไร

เช็คอิน
สำหรับธุรกิจที่แข็งแกร่งที่สนใจวิเคราะห์การเข้าชมในพื้นที่การเช็คอินเป็นข้อมูลเชิงลึกที่ดีในการรวบรวม โดยคนส่วนใหญ่จะไม่เช็คอินในสถานที่ตั้งจริงของคุณ แต่คนที่ติดตามคุณ คุณจะสามารถวิเคราะห์ข้อมูลประชากรของลูกค้าที่ติดตาม และลูกค้าเหล่านี้ได้ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมากเลยทีเดียว!

คน หรือประชากร
ซึ่งข้อมูลเชิงลึกจะบอกคุณเพิ่มเติมเกี่ยวกับแฟนตัวยงของคุณ เช่น พวกเขาอยู่ที่ไหน สิ่งที่พวกเขาสนใจ ช่วงอายุ และเพศ ตำแหน่งงาน และอื่น ๆ เพื่อประโยชน์ในการเปรียบเทียบ คุณสามารถเจาะกลุ่มผู้ชมที่คุณเลือกเทียบกับผู้ชมทั่วโลกของ Facebook คุณจะเห็นแผนภูมิแท่งที่มีสีน้ำเงินเข้ม บวกกับสีเทาในพื้นหลัง แถบสีน้ำเงินเข้มแสดงถึงกลุ่มเป้าหมายที่คุณเลือก และแถบสีเทาด้านหลังแสดงถึง Facebook โดยรวม

ข้อความ
ข้อมูลเชิงลึกของ Messenger มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อต้องปรับปรุงการบริการลูกค้าของคุณ ทราบเวลาตอบสนองของคุณ รวมถึงจำนวนครั้งที่คุณถูกทำเครื่องหมายว่าเป็นสแปมถูกบล็อก หรือถูกลบ

การดูหน้า
คุณมีการดูหน้าเว็บกี่ครั้ง และมีกี่คนที่มีส่วนร่วมในการนับนั้น หมวดหมู่นี้บอกคุณแค่นั้น ซึ่งคุณสามารถแยกรายละเอียดเพิ่มเติมตามส่วนอายุ เพศ ประเทศ เมือง และอุปกรณ์

การดำเนินการของเพจ
มุมมอง และความชอบเป็นสิ่งหนึ่ง แต่มันค่อนข้างสวยงาม คุณต้องการให้ผู้คนดำเนินการกับเพจของคุณ และข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการดำเนินการของเพจจะช่วยให้คุณทำเช่นนั้นได้ ดูว่ามีคนคลิกปุ่มการทำงานกี่คน (เช่น “สมัคร” “ขอเส้นทาง” หรือไปที่ “เว็บไซต์”) กำหนดช่วงวันที่ และแยกย่อยข้อมูล เช่นเดียวกับที่คุณทำกับ Facebook Insights ประเภทใดก็ได้

กระทู้
โพสต์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดของคุณคืออะไร? วัน และเวลาที่ดีที่สุดในการโพสต์สำหรับธุรกิจของคุณคืออะไร? ข้อมูลเชิงลึกนี้ตอบคำถามเหล่านี้และอื่น ๆ นอกจากนี้คุณยังสามารถบอกได้ว่าโพสต์ประเภทใดที่ได้รับคลิกการมีส่วนร่วม และการเข้าถึงมากกว่า

วิดีโอ
ซึ่งวิดีโอ เป็นส่วนสำคัญของการตลาดดิจิทัล ติดตามผลการดำเนินงานของวิดีโอของคุณตามเมตริกที่เสียค่าใช้จ่าย และการค้นหาทั่วไป นอกจากนี้ ยังแยกย่อยตามมุมมองที่ไม่ซ้ำกัน การคลิก และการเล่นอัตโนมัติการดู 10 วินาที และอื่น ๆ

ไม่ว่าจะอยู่ในหมวดหมู่ใด ให้ใช้ข้อมูลเชิงลึกของผู้ชมเพื่อรวบรวมบุคลิกของแคมเปญของคุณ จากนั้น สร้างแคมเปญที่ตรงใจผู้ชมของคุณ กำหนดเป้าหมายโฆษณาของคุณในระดับที่เข้มงวดยิ่งขึ้น และเพิ่มผลตอบแทนจากค่าโฆษณาของคุณ

Facebook Insights คืออะไร

ทำไมต้องเป็นข้อมูลเชิงลึกของผู้ชมตอนนี้

การเปลี่ยนแปลงโดยรวมไปสู่โซเชียลมีเดียจะไม่เกิดขึ้นทุกที่ จากรายงานของ Facebook IQ ผู้คน 23% พึ่งพาชุมชนออนไลน์ เพื่อช่วยจัดการความเครียด ในฐานะธุรกิจคุณ ต้องการอยู่ในระดับแนวหน้าของความสนิทสนมกัน ธุรกิจสามารถเติมเต็มช่องว่างได้จริง ๆ ตราบใดที่พวกเขานำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับผู้ชมในวงแคบอย่างจริงจัง

สำหรับการตลาดบน Facebook นั้น ไม่เหมือนกับการตลาดเชิงประสบการณ์ที่คุณสามารถประเมินประเภทของผู้คนที่พบป้ายโฆษณาของคุณในแต่ละวันได้อย่างมีความรู้ การใช้ Facebook Audience Insights คุณสามารถเชื่อมต่อทุกส่วนเข้ากากันได้อย่างมั่นใจ เพียงแค่คุณรู้ และมั่นใจที่จะทำมันนั่นเอง

เครดิต https://up388.com

เพิ่มเติม /